คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8225-8226/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คู่ความฝ่ายหนึ่งชำระเงินแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำขอที่นอกเหนือจากประเด็นการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลไม่อาจมีคำพิพากษาให้บังคับได้.
ย่อคำพิพากษา
คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของกิจการร่วมค้า บ. และผู้คัดค้านทั้งสอง และยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองต่างยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 ประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาจึงมีเพียงว่า มีเหตุตามมาตราดังกล่าวที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยส่วนหนึ่งว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตาม มาตรา 40 แล้ว แต่ในส่วนที่วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสองนั้น แม้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองจะมีคำขอให้บังคับคู่ความอีกฝ่ายชำระเงินแก่ตนตามที่ได้เคยมีคำเสนอข้อพิพาทและข้อเรียกร้องแย้งไว้ในชั้นอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่คำขอดังกล่าวในชั้นศาลเป็นคำขอที่นอกเหนือจากประเด็นการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลไม่อาจมีคำพิพากษาให้บังคับได้ ชอบที่จะยกคำร้องในส่วนดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระเงินจึงเป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้องในส่วนดังกล่าว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม.40
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้ร้องที่ 1 เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนหลังว่า ผู้ร้องที่ 2 เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 2
สำนวนแรก ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2563 หมายเลขแดงที่ 13/2566 ฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 เฉพาะส่วนที่ยกข้อเรียกร้องแย้งด้วยเหตุขาดอายุความ หรือมีคำสั่งอื่นใดตามที่เห็นสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ร้องที่ 1 และขอให้ผู้คัดค้านทั้งสองคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า 14,689,194.52 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1
ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1
สำนวนหลัง ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยชี้ขาดให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินค่าจ้างงวดที่ 7 ถึงงวดที่ 9 รวม 18,775,848.87 บาท และเงินประกันผลงาน 3,450,941 บาท รวมทั้งสิ้น 22,226,789.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง หรือมิฉะนั้นขอให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินค่าจ้างงวดที่ 7 ถึงงวดที่ 9 รวม 18,775,848.87 บาท และเงินประกันผลงาน 3,450,941 บาท รวมทั้งสิ้น 22,226,789.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง
ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสอง
ผู้ร้องที่ 2 ไม่ยื่นคำคัดค้าน
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้านทั้งสอง ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2563 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 13/2566 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองขาดอายุความ ให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง 4,009,364.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาท (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ให้คืนค่าขึ้นศาลที่ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองเสียมา 50,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ผู้ร้องที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 ผู้ร้องทั้งสองในนามกิจการร่วมค้า บริษัท ฟ. และบริษัท อ. ตกลงทำสัญญาว่าจ้างผู้คัดค้านทั้งสองในนามกิจการร่วมค้า บริษัท บ. และบริษัท ด. ก่อสร้างอาคารชุดชื่อ อ. เป็นเงิน 250,597,369.10 บาท ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 กิจการร่วมค้า บริษัท บ. และบริษัท ด. และผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เรียกร้องให้ผู้ร้องทั้งสองชำระค่าจ้างค้างชำระและค่าเสียหาย 63,547,708.87 บาท ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งให้ผู้คัดค้านทั้งสองคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ผู้ร้องทั้งสองได้จ่ายเกินไปกว่าปริมาณงานที่ผู้คัดค้านทั้งสองดำเนินการ 14,689,194.52 บาท และค่าใช้จ่ายรวมถึงค่าเสียหายอื่น ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของกิจการร่วมค้า บริษัท บ. และ
บริษัท ด. และผู้คัดค้านทั้งสอง และยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสอง คดีในส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองขาดอายุความนั้น ไม่มีคู่ความอุทธรณ์คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ประการเดียวว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของกิจการร่วมค้า บริษัท บ. และบริษัท ด. และผู้คัดค้านทั้งสอง และยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองต่างยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 ประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาจึงมีเพียงว่ามีเหตุตามมาตราดังกล่าวที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยส่วนหนึ่งว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 แล้ว แต่ในส่วนที่วินิจฉัยให้นำเงินค่าจ้างและเงินประกันผลงานที่ผู้ร้องทั้งสองค้างชำระมาหักกับเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ผู้ร้องทั้งสองเรียกคืน แล้วมีคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง 4,009,364.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น แม้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองจะมีคำขอให้บังคับคู่ความอีกฝ่ายชำระเงินแก่ตนตามที่ได้เคยมีคำเสนอข้อพิพาทและข้อเรียกร้องแย้งไว้ในชั้นอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่คำขอดังกล่าวในชั้นศาลเป็นคำขอที่นอกเหนือจากประเด็นการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับให้ได้ ชอบที่จะยกคำร้องในส่วนดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระเงินจึงเป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้องในส่วนดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ฟังขึ้น
อนึ่ง คดีทั้งสองสำนวนนี้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองต่างยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสอง และยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสองที่ต่างขอให้อีกฝ่ายชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย แม้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองชนะคดีก็มีผลเพียงให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวถูกเพิกถอนไป ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองได้รับชำระเงินจากอีกฝ่าย แม้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองมีคำขอให้บังคับอีกฝ่ายชำระเงิน แต่คดีนี้เป็นการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองไม่อาจมีคำขอบังคับชำระเงินดังกล่าวได้ดังที่วินิจฉัยข้างต้น คำร้องของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองถือเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลแบบคดีไม่มีทุนทรัพย์สำนวนละ 200 บาท แต่ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นสำนวนละ 50,000 บาท และผู้ร้องที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 20,046 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสอง
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองเฉพาะส่วนที่ขอให้อีกฝ่ายชำระเงิน ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลที่เรียกเก็บจากผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ทั้งสองสำนวน คงเรียกเก็บค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8225 - 8226/2568
บริษัท อ. กับพวก ผู้ร้อง
บริษัท บ. กับพวก ผู้คัดค้าน
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้ร้อง - บริษัท อ. กับพวก · ผู้คัดค้าน - บริษัท บ. กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นพพร โพธิรังสิยากร · จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส · ประคอง เตกฉัตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นางสาววรินธร ตันติศิริพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.676-677/2567 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา