มาตรานี้กำหนดเงื่อนไขที่ศาลฎีกาจะพิจารณาโอนคดีอาญาจากศาลหนึ่งไปยังอีกศาลหนึ่งได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของความผิด ฐานะของจำเลย จำนวนจำเลย ความรู้สึกของประชาชน หรือเหตุผลอื่น ๆ ที่อาจทำให้การพิจารณาคดีไม่ราบรื่น หรืออาจเกิดความไม่สงบขึ้นได้ การโอนคดีจะเกิดขึ้นเมื่อโจทก์หรือจำเลยยื่นคำร้องขอ และอธิบดีศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจสั่งโอนคดี ซึ่งคำสั่งนั้นถือเป็นที่สุด
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 26 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณพบ 1 คดีที่อ้างถึงมาตรานี้ (พ.ศ. 2532) — แสดงคำพิพากษาที่มีคำวินิจฉัยครบถ้วนที่สุด (ย่อโดย AI ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย)
ฎีกาที่ 1330/2532 🤖 ย่อโดย AIการขอให้โอนคดีอาญาไปพิจารณาพิพากษาในศาลอื่น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น จะนำบทบัญญัติเรื่องการโอนคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ…คดีอาญาอาจถูกโอนได้หากลักษณะของความผิด ฐานะของจำเลย จำนวนจำเลย ความรู้สึกของประชาชนในท้องถิ่น หรือเหตุผลอื่น ๆ อาจขัดขวางการพิจารณาคดี หรืออาจทำให้เกิดความไม่สงบหรือเหตุร้ายอื่น ๆ ขึ้น
โจทก์หรือจำเลยในคดีนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้โอนคดีไปยังอธิบดีศาลฎีกา
อธิบดีศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาและสั่งอนุญาตให้โอนคดี ซึ่งคำสั่งของอธิบดีศาลฎีกาถือเป็นที่สุด
คำสั่งของอธิบดีศาลฎีกาเกี่ยวกับการโอนคดีถือเป็นเด็ดขาดและเป็นที่สุด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก
↑ ดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั้งหมด
🗓️ ปรับปรุงข้อมูลตัวบทล่าสุด: 2026-07-26