มาตรานี้กำหนดขั้นตอนหลังคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีความผิดทางอาญา โดยให้ประธานกรรมการส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด หรือฟ้องคดีต่อศาลเองในกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจ โดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง ทั้งนี้ ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่ารายงานและเอกสารยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ ให้แจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบโดยระบุข้อที่ไม่สมบูรณ์ให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน แล้วให้ทั้งสองฝ่ายตั้งคณะทำงานที่มีผู้แทนฝ่ายละเท่ากันเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ และถ้าคณะทำงานไม่อาจหาข้อยุติได้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทน ส่วนกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการทหาร ให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องคดีโดยถือเป็นอัยการทหารตามกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลทหาร หรือจะมอบหมายให้อัยการทหารฟ้องคดีแทนก็ได้ หมายเหตุ พระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 97 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณให้ประธานกรรมการส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญา เว้นแต่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุดจึงฟ้องคดีต่อศาลเอง
ไม่ต้อง ให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง
ให้แจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบโดยระบุข้อที่ไม่สมบูรณ์ให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน แล้วตั้งคณะทำงานที่มีผู้แทนฝ่ายละเท่ากันเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์
ได้ ในกรณีที่คณะทำงานไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทน
ไม่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ถูกยกเลิกแล้ว หน้านี้จึงใช้อ้างอิงได้เฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นก่อนการยกเลิก
↑ ดูพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (ยกเลิก)ทั้งหมด
🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-14 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)