มาตรา 5 พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก พ.ศ. 2550
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
อนุสัญญาว่าด้วยองค์การความร่วมมือ ด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก อนุสัญญาว่าด้วยองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก รัฐภาคีแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ ยอมรับ
ความสำคัญของการแสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศทางสันติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคนี้ ปรารถนา ที่จะกระชับความร่วมมือพหุภาคีระหว่างประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในสาขาอวกาศ
บนพื้นฐานแห่งการประยุกต์ใช้ประโยชน์โดยสันติจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ ตระหนักถึง ความเป็นจริงในความมหาศาลของทรัพยากรทางวิชาการ การเงิน และบุคคลที่จำเป็นต่อการพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ มีถึงขนาดที่ควรจะรวมทรัพยากรต่าง ๆ
ของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าด้วยกันเพื่อดำเนินกิจกรรมเหล่านั้น ยอมรับว่า อนุสัญญาฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐสมาชิกแห่งภูมิภาคในความร่วมมือพหุภาคีในด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ เทคโนโลยีอวกาศรวมทั้งการประยุกต์ใช้ประโยชน์อย่างสันติโดยให้มีการนำทรัพยากรด้านเทคโนโลยี การเงินและบุคคลมารวมกัน
เพื่อที่จะทำให้รัฐสมาชิกสามารถร่วมกันพัฒนาในส่วนของโครงการ/กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาขาต่าง ๆ เหล่านั้น เชื่อว่า การจัดตั้งองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก
ที่เป็นอิสระเพื่อความร่วมมือพหุภาคีของภูมิภาคในการประยุกต์ใช้ประโยชน์โดยสันติจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศซึ่งอยู่บนพื้นฐานแห่งการใช้ประโยชน์อวกาศโดยสันติ หลักแห่งผลประโยชน์ร่วมกันและการเสริมซึ่งกันและกัน รวมทั้งการหารือและการพัฒนาด้วยความเทียมกัน
จะปรับปรุงสมรรถนะของรัฐสมาชิกให้มีประสิทธิภาพในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ประโยชน์โดยสันติ และจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อรัฐสมาชิกแต่ละรัฐมากขึ้น ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้ บทที่ ๑ เรื่องทั่วไป ข้อ ๑ การจัดตั้งองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก ๑.
องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิกได้จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญานี้ (ต่อไปในที่นี้เรียกว่า “องค์การ”) ๒. สำนักงานใหญ่ขององค์การ จะตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซึ่งต่อไปในที่นี้เรียกว่า “รัฐเจ้าภาพ”) ๓. ในการหารือกับรัฐบาลของรัฐเจ้าภาพ
องค์การอาจจัดให้มีสำนักงานสาขาและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องภายในดินแดนของรัฐเจ้าภาพ ๔. ในการหารือกับรัฐสมาชิกอื่น องค์การอาจจัดให้มีสำนักงานสาขาและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องภายในดินแดนของรัฐสมาชิกอื่นได้ ข้อ ๒ คำนิยาม เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญาฉบับนี้ ก) “องค์การ” หมายถึง
องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก (แอ๊ปสโค) ข) “รัฐบาลเจ้าภาพ” หมายถึง รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งองค์การ ค) “รัฐสมาชิก” หมายถึง รัฐสมาชิกขององค์การ ง) “คณะมนตรี” หมายถึง
หน่วยงานสูงสุดขององค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิกซึ่งประกอบด้วยผู้แทนที่ได้รับการมอบอำนาจอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิก จ) “ประธาน” หมายถึง ประธานของคณะมนตรี ฉ) “สำนักงานเลขาธิการ” หมายถึง องค์กรบริหารขององค์การ ซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ช) “เลขาธิการ” หมายถึง
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารและเป็นตัวแทนทางกฎหมายขององค์การ ข้อ ๓ สถานะทางกฎหมาย ให้องค์การเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล องค์การเป็นหน่วยงานอิสระที่มิได้แสวงหากำไรที่มีนิติฐานะระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์ ข้อ ๔ วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ขององค์การ มีดังนี้ ๑. ส่งเสริม
และสนับสนุนการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านอวกาศของรัฐสมาชิก โดยกำหนดพื้นฐานแห่งความร่วมมือเพื่อการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านอวกาศอย่างสันติ ๒. ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพในอันที่จะช่วยเหลือรัฐสมาชิกในด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ การประยุกต์ใช้ประโยชน์ และการฝึกอบรมโดยดำเนินการ
และนำนโยบายการพัฒนากิจการอวกาศไปปฏิบัติ ๓. ส่งเสริมความร่วมมือ การพัฒนาร่วมกับและการแบ่งปันความสำเร็จ ระหว่างรัฐสมาชิกในด้านเทคโนโลยีอวกาศ และการประยุกต์ใช้ประโยชน์ เช่นเดียวกับการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศโดยการใช้ประโยชน์จากการชักนำศักยภาพด้านความร่วมมือในภูมิภาค ๔.
ขยายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องของรัฐสมาชิก และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นในเชิงอุตสาหกรรม ๕. มีส่วนช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์จากอวกาศโดยสันติ ในกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ประโยชน์ ข้อ ๕
นโยบายด้านอุตสาหกรรม ๑. คณะมนตรีต้องจัดทำนโยบายด้านอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐสมาชิกอย่างคุ้มค่า ๒.
ภาคอุตสาหกรรมของรัฐสมาชิกทั้งปวงจะต้องได้รับบุริมสิทธิ์/โอกาสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำโครงการและกิจกรรมขององค์การไปปฏิบัติ ๓. ในระหว่างการนำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การไปปฏิบัติ รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและผลผลิตจากเทคโนโลยีอวกาศที่เกี่ยวข้อง
องค์การต้องทำให้แน่ใจว่ารัฐสมาชิกทั้งปวงจะมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมตามสัดส่วนของเงินลงทุน ซึ่งอาจรวมถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยี ๔. แนวคิด “ผลตอบแทนที่ยุติธรรม” สำหรับรัฐสมาชิกต้องเป็นเสาหลักของนโยบายด้านอุตสาหกรรมขององค์การ องค์การต้องพยายามเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของรัฐสมาชิก
โดยการใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านอุตสาหกรรมที่มีอยู่ของรัฐสมาชิกในเบื้องต้น โดยการพัฒนา รวมทั้งการธำรงไว้ซึ่งเทคโนโลยีอวกาศและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังกล่าว ตลอดจนการกระตุ้นให้มีการพัฒนาโครงสร้างทางอุตสาหกรรมตามความต้องการของตลาด ๕. นโยบายด้านอุตสาหกรรมต้องมีเป้าหมายหลัก ดังนี้ ก)
การพัฒนาอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้แข่งขันได้โดยใช้การประกวดราคาแข่งขันอย่างเสรี ข) การกระจายเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องระหว่างรัฐสมาชิก เพื่อก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะที่จำเป็นสำหรับโครงการและกิจกรรมขององค์การ ๖. ในการนำนโยบายด้านอุตสาหกรรมไปปฏิบัติ
ประธานคณะมนตรีจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคณะมนตรี บทที่ ๒ ขอบเขตของความร่วมมือและกิจกรรมด้านความร่วมมือ ข้อ ๖ ขอบเขตของความร่วมมือ องค์การจะดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามสาขาแห่งความร่วมมือ ดังนี้ ๑. เทคโนโลยีอวกาศและโครงการการประยุกต์ใช้ประโยชน์ ๒. การสำรวจโลก การจัดการภัยพิบัติ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
การสื่อสารผ่านดาวเทียม การนำทางและกำหนดพิกัดด้วยดาวเทียม ๓. การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ ๔. การศึกษา การฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์/ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ๕. การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง เพื่อการพัฒนาโครงการขององค์การ ตลอดจนการเผยแพร่ข้อสนเทศทางวิชาการ
และข้อสนเทศอื่นที่เกี่ยวกับโครงการและกิจกรรมขององค์การ ๖. โครงการความร่วมมืออื่น ๆ ที่รัฐสมาชิกได้ตกลงกัน ข้อ ๗ กิจกรรมพื้นฐาน ๑. กิจกรรมพื้นฐานขององค์การจะรวมถึง ก) การจัดทำแผนงานด้านกิจกรรม และพัฒนาอวกาศขององค์การ ข) การวิจัยขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ ค)
การขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศที่ได้มีการพัฒนาถึงขั้นใช้งานได้แล้ว ง) การจัดกิจกรรมการศึกษา และฝึกอบรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ประโยชน์ จ) การบริหารงานและดูแลสำนักงานสาขา และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนระบบเครือข่ายขององค์การ ฉ) ดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นอื่น ๆ
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ ๒. รัฐสมาชิกทั้งปวงต้องร่วมในกิจกรรมพื้นฐานดังกล่าวในวรรค ๑ ของข้อนี้ ข้อ ๘ กิจกรรมทางเลือก ๑. นอกเหนือจากกิจกรรมพื้นฐานที่ระบุในข้อ ๗ แล้ว องค์การจะต้องให้คำแนะนำและจัดให้มีโครงการด้านเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์อวกาศและการประยุกต์ใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมแก่รัฐสมาชิก
สำหรับนำไปปฏิบัติร่วมกันโดยรัฐสมาชิกที่เลือกเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว ๒. โครงการเช่นว่านั้นจะดำเนินการตามหลักของผลตอบแทนจากการลงทุน รัฐสมาชิกจะได้รับผลตอบแทนจากกิจกรรมที่เลือกไว้ ตามสัดส่วนของการลงทุนที่รัฐสมาชิกเข้าร่วม บทที่ ๓ สมาชิกภาพ ข้อ ๙ สมาชิก ๑.
องค์การจะเปิดรับสมาชิกทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ๒. รัฐสมาชิกจะมีสิทธิโดยสมบูรณ์ในการออกเสียงลงคะแนน ๓. รัฐสมาชิกทั้งปวงจะมีสิทธิเข้าร่วมโครงการความร่วมมือและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยองค์การ ๔.
รัฐสมาชิกทั้งปวงจะต้องมีส่วนร่วมชำระค่าบำรุงสำหรับการดำเนินงานขององค์การ ๕. การเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ จะไม่มีผลกระทบต่อความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคีของรัฐสมาชิกที่มีในปัจจุบันหรืออนาคต ๖. รัฐสมาชิกใด ๆ ของสหประชาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านอวกาศ
อาจได้รับสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์โดยความเห็นชอบของคณะมนตรีอย่างเป็นเอกฉันท์ ผู้สังเกตการณ์จะไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมของคณะมนตรี ๗. รัฐที่มิได้อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ สามารถสมัครเป็นสมาชิกสมทบได้ คณะมนตรีอาจพิจารณาตัดสินโดยฉันทามติให้เข้าร่วมองค์การ
คณะมนตรีอาจตัดสินโดยฉันทามติในเรื่องข้อกำหนดและเงื่อนไขในการเข้าเป็นสมาชิกร่วม (การชำระค่าบำรุง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมพื้นฐาน และกิจกรรมความร่วมมือต่าง ๆ ขององค์การ ฯลฯ) สมาชิกสมทบจะไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในการประชุมของคณะมนตรี บทที่ ๔ องค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ ข้อ ๑๐ องค์กรขององค์การ ๑.
องค์กรขององค์การ ประกอบด้วย ก) คณะมนตรี ที่จะมีประธานมนตรีเป็นหัวหน้า และ ข) สำนักงานเลขาธิการ ที่จะมีเลขาธิการเป็นหัวหน้าคณะ ๒. องค์การ สามารถจัดตั้งสถาบันย่อยขึ้นได้ตามที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานและการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ บทที่ ๕ คณะมนตรีขององค์การ ข้อ ๑๑ องค์ประกอบของคณะมนตรี ๑.
คณะมนตรีจะเป็นหน่วยงานสูงสุดที่มีอำนาจตัดสินใจขององค์การ ๒. คณะมนตรีจะต้องประกอบด้วยรัฐมนตรีหรือผู้แทนระดับกระทรวงของหน่วยงานด้านอวกาศแห่งชาติของรัฐสมาชิก รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องแต่งตั้งรัฐมนตรีหรือผู้แทนระดับกระทรวงหนึ่งท่านเพื่อการเป็นตัวแทนในคณะมนตรี ๓.
คณะมนตรีจะต้องเลือกประธานหนึ่งคนและรองประธานสองคน โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี ข้อ ๑๒ ความรับผิดชอบของคณะมนตรี คณะมนตรีจะต้อง ก) กำหนดและให้ความเห็นชอบต่อนโยบาย ตลอดจนกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมาย ที่องค์การต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ข)
ให้ความเห็นชอบต่อการภาคยานุวัติ การตัดและการสิ้นสุดของสมาชิกภาพ และทำคำวินิจฉัยในเรื่องการรับเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์และสมาชิกสมทบ ค) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่อกฎข้อบังคับในการประชุมของตน ง) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่อรายงานประจำปีและแผนการดำเนินงานขององค์การ จ)
รับเอาและให้ความเห็นชอบต่อโครงการความร่วมมือและงบประมาณของโครงการ ฉ) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่ออัตราค่าบำรุงของรัฐสมาชิก และงบประมาณประจำปีขององค์การ ช) ให้ความเห็นชอบต่อแผนงบประมาณห้าปีตามระดับปัจจุบันของทรัพยากรทางการเงิน และโดยกำหนดทรัพยากรทางการเงินที่จัดสรรให้องค์การ สำหรับช่วงเวลาห้าปีถัดไป
ซ) ให้ความเห็นชอบต่อรายงานค่าใช้จ่ายประจำปีและงบการเงินขององค์การ ฌ) ให้ความเห็นชอบต่อบทบัญญัติในเรื่องการบริหารจัดการอื่น ๆ ทั้งหมดขององค์การ ญ) ให้ความเห็นชอบและจัดพิมพ์รายงานดุลประจำปีขององค์การ ที่ผ่านการตรวจสอบบัญชีแล้ว ฎ) แต่งตั้งเลขาธิการและให้ความเห็นชอบต่อการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ
โดยคณะมนตรี การแต่งตั้งเลขาธิการอาจถูกเลื่อนออกไปเมื่อไรก็ได้เป็นเวลาหกเดือน ในกรณีเช่นนั้น ให้คณะมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการสำหรับช่วงเวลานั้น ซึ่งจะรับผิดชอบต่อการปฏิบัติภารกิจโดยให้มีอำนาจและความรับผิดชอบตามที่คณะมนตรีจะกำหนดสำหรับบุคคลผู้นั้น ฏ)
ตัดสินใจให้ก่อตั้งสถาบันและสำนักงานสาขา และให้ความเห็นชอบต่อโครงสร้างของหน่วยงานเหล่านั้นตลอดจนของสำนักงานเลขาธิการและอัตรากำลังของพนักงานของหน่วยงานนั้น ๆ ฐ) แต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่จะทำให้การประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผล ฑ) ตีความอนุสัญญาฉบับนี้
หากได้รับการร้องขอจากรัฐสมาชิกใด ๆ ข้อ ๑๓ การประชุมของคณะมนตรี ๑. คณะมนตรีจะประชุมตามที่และเมื่อจำเป็น แต่อย่างน้อยที่สุดปีละหนึ่งครั้ง การประชุมจะจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การ เว้นแต่คณะมนตรีจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ๒.
จะต้องมีการเข้าร่วมประชุมของผู้แทนอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิกส่วนใหญ่จำนวนสองในสามของทั้งหมด จึงจะครบองค์ประชุมสำหรับการประชุมของคณะมนตรี ข้อ ๑๔ การออกเสียง ๑. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐในคณะมนตรีจะมีคะแนนเสียงหนึ่งคะแนน ๒. เว้นแต่คณะมนตรีมีมติเป็นเอกฉันท์เป็นอย่างอื่น
คณะมนตรีจะต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้การตัดสินชี้ขาดในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปโดยฉันทามติ บทที่ ๖ สำนักงานเลขาธิการ ข้อ ๑๕ องค์ประกอบของสำนักงานเลขาธิการ ๑. สำนักงานเลขาธิการจะเป็นองค์กรบริหารขององค์การ ๒. สำนักงานเลขาธิการจะต้องประกอบด้วยเลขาธิการและบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการ
ข้อ ๑๖ เลขาธิการ ๑. เลขาธิการจะเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารขององค์การ และเป็นผู้แทนโดยนิตินัยขององค์การเลขาธิการจะมีอำนาจหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการบริหารสำนักงานเลขาธิการขององค์การ ๒.
ให้คณะมนตรีแต่งตั้งเลขาธิการหนึ่งคนสำหรับดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลาห้าปีและอาจขยายวาระการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการได้อีกวาระหนึ่งเป็นเวลาห้าปี คณะมนตรีโดยมติเสียงข้างมากสามในสี่ของรัฐสมาชิกที่เข้าประชุมคณะมนตรี มีสิทธิถอดถอนเลขาธิการในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง ๓. เลขาธิการจะต้องเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี
โดยไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ข้อ ๑๗ ความรับผิดชอบของเลขาธิการ ๑. เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งที่ออกโดยคณะมนตรี เลขาธิการจะต้องรายงานต่อคณะมนตรีและจะต้องรับผิดชอบดังนี้ ก) การปฏิบัติตามและการอนุวัติการนโยบายทุกเรื่องขององค์การ ตามที่คณะมนตรีปรารถนา ข) การทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ ค)
การจัดการและการดำเนินงานขององค์การ ง) การร่างรายงานประจำปี แผนการดำเนินงาน และงบประมาณด้านการเงินขององค์การ เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะมนตรี จ) จัดทำและอนุวัติการบทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการภายในของสำนักงานเลขาธิการ ฉ) เสนอข้อเสนอต่อคณะมนตรีเกี่ยวกับโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ
ที่จัดวางขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ ช) การบรรจุและการบริหารเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภายในจากรัฐสมาชิกตามกฎข้อบังคับว่าด้วยการปฏิบัติงานที่กำหนดโดยคณะมนตรี ซ) การแต่งตั้งนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ
ซึ่งไม่ใช่บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ประจำในรูปของสัญญา เพื่อปฏิบัติการตามงานที่ได้รับมอบหมายจากองค์การ ฌ) เจรจาและลงนามทำความตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยความเห็นชอบของคณะมนตรี ๒. ความรับผิดชอบของเลขาธิการและคณะบุคคลเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำหรือเจ้าหน้าที่ตามสัญญาก็ตาม
ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์การจะเป็นในระดับระหว่างประเทศเท่านั้นในการปฏิบัติหน้าที่ของตน บุคคลเหล่านั้นจะต้องไม่ขอหรือรับคำสั่งจากรัฐบาลใด ๆ หรือจากองค์กรใด ๆ นอกองค์การ รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องเคารพความเป็นสากลของความรับผิดชอบของเลขาธิการและบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ และจะต้องไม่ใช้อิทธิพลใด ๆ
ในลักษณะหรือรูปแบบใด ๆ ต่อบุคคลเหล่านั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับองค์การ บทที่ ๗ การเงิน ข้อ ๑๘ ข้อตกลงด้านการเงิน ๑. กองทุนสำหรับองค์การ จะจัดหาจากเงินค่าบำรุงของรัฐสมาชิก เงินให้เปล่าตามความสมัครใจของรัฐเจ้าภาพและรัฐสมาชิกอื่น ๆ เงินบริจาคและเงินอุดหนุนที่ได้รับจากองค์การอื่น ๆ และบริการต่าง ๆ
ที่ให้แก่ผู้อื่น ๒. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องมีส่วนร่วมในงบประมาณขององค์การ ตามข้อตกลงด้านการเงินที่คณะมนตรีเป็นผู้กำหนด ๓. คณะมนตรีโดยฉันทามติจะต้องกำหนดอัตราเงินค่าบำรุงของรัฐสมาชิกแต่ละรัฐ อัตราดังกล่าวจะต้องมีการทบทวนทุก ๆ สามปี ๔.
อัตราเงินค่าบำรุงจากรัฐสมาชิกนั้นจะคำนวณตามระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และค่าเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของรัฐสมาชิกต่อจำนวนประชากร ๕. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องจ่ายเงินค่าบำรุงขั้นต่ำให้แก่องค์การ ที่เรียกว่า “ขั้นต่ำสุด” ซึ่งกำหนดโดยการออกเสียงของที่ประชุมคณะมนตรีด้วยคะแนนเสียงข้างมากสองในสาม ๖.
ไม่มีรัฐสมาชิกใดจะถูกเกณฑ์ให้จ่ายเงินค่าบำรุงเกินกว่าร้อยละ ๑๘ ของงบประมาณขององค์การที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว ๗. ภายใต้บังคับแห่งข้อกำหนดของคณะมนตรี เลขาธิการอาจยอมรับเงินบริจาค ของกำนัลหรือมรดกที่ให้แก่องค์การ ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้จะต้อง
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 5 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณมาตราใกล้เคียง
↑ ดูพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก พ.ศ. 2550ทั้งหมด
🗓️ ปรับปรุงข้อมูลตัวบทล่าสุด: 2026-07-21
⚠️ ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจทางกฎหมายทุกครั้ง