⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรก › สารบัญกฎหมาย › พระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พระพุทธศักราช 2464 › มาตรา 64

มาตรา 64 พระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พระพุทธศักราช 2464

มาตรา ๖๔ ถ้าว่าผู้ที่จะรับของไม่มารับของที่บรรทุกนั้นไป หรือไม่ใช้ค่าระวางบรรทุกและค่าที่ต้องเสียอย่างอื่นที่จำเป็นต้องใช้นั้น กรมรถไฟแผ่นดินมีสิทธิที่จะแจ้งความไปยังผู้ที่จะรับของนั้นโดยหนังสือส่งลงทะเบียนกรมไปรษณีย์ขอให้ใช้ค่าระวางบรรทุก และค่าที่ต้องใช้อย่างอื่น และให้มารับของนั้นไปภายในเวลา ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำแจ้งความนั้น ในเวลาเดียวกันนั้นให้กรมรถไฟแผ่นดินแจ้งความบอกไปยังผู้ส่งของโดยหนังสือส่งลงทะเบียนกรมไปรษณีย์ด้วย ถ้าผู้ที่จะรับหรือผู้ส่งของละเลยไม่ทำตามคำแจ้งความนั้นไซร้ ท่านว่ากรมรถไฟแผ่นดินย่อมมีสิทธิที่จะเอาของนั้นออกขายทอดตลาดได้

สรุปมาตรา 64 แบบเข้าใจง่าย 🤖 อธิบายโดย AI

มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พระพุทธศักราช 2464 กำหนดว่าถ้าผู้ที่จะรับของไม่มารับของที่บรรทุกไป หรือไม่ใช้ค่าระวางบรรทุกและค่าที่ต้องเสียอย่างอื่น กรมรถไฟแผ่นดินมีสิทธิแจ้งความไปยังผู้ที่จะรับของโดยหนังสือส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ ขอให้ใช้ค่าระวางบรรทุกและมารับของภายในเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำแจ้งความ พร้อมทั้งแจ้งไปยังผู้ส่งของด้วย และถ้าละเลยไม่ทำตามคำแจ้งความ กรมรถไฟแผ่นดินย่อมมีสิทธิเอาของนั้นออกขายทอดตลาดได้

📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗

💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 64 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรา 64

ไม่มารับของที่ส่งทางรถไฟจะเป็นอย่างไร

กรมรถไฟแผ่นดินมีสิทธิแจ้งความให้ใช้ค่าระวางบรรทุกและมารับของภายในเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำแจ้งความ

ถ้ายังไม่มารับอีกจะทำอย่างไร

ถ้าผู้ที่จะรับหรือผู้ส่งของละเลยไม่ทำตามคำแจ้งความ กรมรถไฟแผ่นดินย่อมมีสิทธิที่จะเอาของนั้นออกขายทอดตลาดได้

ต้องแจ้งผู้ส่งของด้วยหรือไม่

ต้อง ในเวลาเดียวกันให้แจ้งความบอกไปยังผู้ส่งของโดยหนังสือส่งลงทะเบียนกรมไปรษณีย์ด้วย

มาตราใกล้เคียง

มาตรา 60มาตรา 61มาตรา 62มาตรา 63มาตรา 65มาตรา 66มาตรา 67มาตรา 68

↑ ดูพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พระพุทธศักราช 2464ทั้งหมด

🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-14 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)

⚠️ ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจทางกฎหมายทุกครั้ง