มาตรา 7 พระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่ทดลองเพาะปลูกและสกัดสารสำคัญจากพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควาย เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย พ.ศ. 2568
มาตรา ๗ ให้ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมหรือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมเป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมการดำเนินการสกัดสารสำคัญจากพืชฝิ่น ในเขตพื้นที่ตามมาตรา ๔ โดยอย่างน้อยต้องมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบ ดังต่อไปนี้ (๑) สถานที่สกัด (ก) จัดให้มีป้ายแสดงไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ
สถานที่สกัด โดยเป็นป้ายที่ทำจากวัสดุถาวร และมีข้อความเป็นตัวอักษรไทยที่มีขนาดเหมาะสม ระบุว่าเป็นสถานที่สกัดพืชฝิ่นตามพระราชกฤษฎีกานี้ (ข) แสดงแบบแปลนของตัวอาคาร ชั้น โรงเรือน หรือสถานที่สกัด ณ สถานที่สกัด (ค) ประตูทางเข้าออกพื้นที่สกัดทำจากวัสดุแข็งแรงและทนทาน
สามารถป้องกันการเข้าถึงจากบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง และจำกัดจำนวนประตูเข้าออกให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงทางหนีไฟด้วย (๒) การรักษาความปลอดภัย (ก) ติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณพื้นที่สกัดและบริเวณประตูทางเข้าออก โดยมีระบบบันทึกความจำและให้สำรองข้อมูลโดยอาจถ่ายโอนข้อมูลไว้ในอุปกรณ์รูปแบบอื่น
ทั้งนี้ ให้จัดเก็บไว้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน (ข) ควบคุมการเข้าถึงจากบุคคลภายนอก โดยติดตั้งกุญแจล็อกหรือการควบคุมการเข้าออกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีสิทธิเข้าออกพื้นที่
ในกรณีที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาศึกษาดูงานต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมหรือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (ค) จัดทำแผนรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่สกัดและพื้นที่โดยรอบ (ง) จัดให้มีรายชื่อผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัย พร้อมทั้งกำหนดช่องทางการติดต่อกรณีฉุกเฉิน (จ)
จัดให้มีมาตรการตรวจสอบมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องลักลอบนำพืชฝิ่นหรือสารสกัดจากพืชฝิ่นออกนอกพื้นที่ (ฉ) ในกรณีที่พืชฝิ่นหรือสารสกัดจากพืชฝิ่นถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทำลาย ต้องแจ้งสถานีตำรวจในท้องที่และเลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบโดยเร็ว (๓) สถานที่จัดเก็บพืชฝิ่นและสารสกัดจากพืชฝิ่นจะต้องแยกเป็นสัดส่วน
และจัดเก็บในที่ซึ่งมั่นคงแข็งแรง และมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน (๔) ในกรณีที่จะส่งตัวอย่างพืชฝิ่นและสารสกัดจากพืชฝิ่นไปวิเคราะห์เพื่อวัดระดับปริมาณสารสำคัญและสารปนเปื้อน ให้องค์การเภสัชกรรมส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
โดยแจ้งให้เลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน (๕) การทำลายพืชฝิ่นหรือสารสกัดจากพืชฝิ่นที่เหลือจากการศึกษาวิจัย ให้องค์การเภสัชกรรมดำเนินการทำลายด้วยวิธีทำลายสภาพหรือทำให้พืชฝิ่นหรือสารสกัดจากพืชฝิ่นเสื่อมสภาพไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก โดยแจ้งเลขาธิการ ป.ป.ส.
ทราบก่อนการทำลายไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน (๖) การรายงาน (ก) ให้จัดทำบัญชีรับจ่ายพืชฝิ่นและสารสกัดจากพืชฝิ่นและรายงานให้เลขาธิการ ป.ป.ส. ทราบทุกสามเดือนนับแต่วันที่เริ่มต้นสกัดสารสำคัญ (ข) ให้รายงานความคืบหน้าผลการศึกษาวิจัยการทดลองสกัดสารสำคัญจากพืชฝิ่นให้เลขาธิการ ป.ป.ส.
ทราบทุกหกเดือนนับแต่วันที่เริ่มต้นสกัดสาระสำคัญ
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 7 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณมาตราใกล้เคียง
↑ ดูพระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่ทดลองเพาะปลูกและสกัดสารสำคัญจากพืชฝิ่นและพืชเห็ดขี้ควาย เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย พ.ศ. 2568ทั้งหมด
🗓️ ปรับปรุงข้อมูลตัวบทล่าสุด: 2026-07-21
⚠️ ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจทางกฎหมายทุกครั้ง