มาตรา 44 พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562
หมวด ๕ การจัดการป่าชุมชน
มาตรา ๔๔ ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจัดให้มีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นตามมาตรา ๔๙ (๒) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชน หลักเกณฑ์การรับบุคคลเป็นสมาชิกป่าชุมชน และการจัดการทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชน ทั้งนี้
ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบของคณะกรรมการนโยบาย (๓) ดูแลรักษาป่าชุมชน บำรุงและฟื้นฟูป่าชุมชน ส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้และสร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชน และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ป่าชุมชน (๔) ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชน
รวมทั้งจัดทำบัญชีทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และรายงานให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดทราบทุกปี (๕) ดูแลให้สมาชิกป่าชุมชนปฏิบัติหน้าที่ที่กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ (๖) สั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับตาม (๒) ออกจากป่าชุมชน
หรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ ในเขตป่าชุมชน เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับตาม (๒) หรือพระราชบัญญัตินี้ (๗) ไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมเมื่อเกิดความขัดแย้งในการจัดการป่าชุมชน (๘) ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในกรณีที่มีการจับกุมปราบปรามผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (๙)
มีมติรับบุคคลเป็นสมาชิกป่าชุมชน หรือมีมติด้วยคะแนนเสียงจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ให้สมาชิกป่าชุมชนพ้นจากการเป็นสมาชิกป่าชุมชน (๑๐) ดำเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าชุมชน (๑๑) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้
หรือตามที่คณะกรรมการนโยบายหรือคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดกำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน การออกข้อบังคับตาม (๒) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดก่อน ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนหรือกรรมการจัดการป่าชุมชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดทั้งหมดเท่าที่มีอยู่อาจมีมติให้กรรมการจัดการป่าชุมชนทั้งคณะหรือกรรมการจัดการป่าชุมชนที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่พ้นจากการเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชน และมิให้ผู้นั้นกลับมาเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชนอีก
สรุปมาตรา 44 แบบเข้าใจง่าย 🤖 อธิบายโดย AI
มาตรา ๔๔ กำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนไว้ ๑๑ ข้อ ตั้งแต่ร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายตามมาตรา ๔๙ ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชน หลักเกณฑ์การรับสมาชิก และการจัดการทรัพย์สินส่วนกลาง ดูแลรักษาบำรุงฟื้นฟูป่าชุมชนและส่งเสริมการเรียนรู้ ดูแลทรัพย์สินส่วนกลางพร้อมจัดทำบัญชีและรายงานคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดทุกปี ดูแลให้สมาชิกปฏิบัติหน้าที่ สั่งผู้ฝ่าฝืนข้อบังคับออกจากป่าชุมชนหรือให้กระทำหรืองดเว้นการใด ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจับกุมปราบปราม มีมติรับหรือให้พ้นจากสมาชิกด้วยคะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ดำเนินการป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าชุมชน และปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนด ทั้งนี้ การออกข้อบังคับต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดก่อน และหากกรรมการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดไม่น้อยกว่าสามในสี่อาจมีมติให้พ้นจากตำแหน่งและห้ามกลับมาเป็นกรรมการอีก
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 44 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรา 44
คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนมีหน้าที่อะไรบ้าง
มีหน้าที่และอำนาจสิบเอ็ดข้อ ครอบคลุมการจัดทำหลักเขตและป้าย ออกข้อบังคับการจัดการป่าชุมชน ดูแลบำรุงฟื้นฟูป่าและทรัพย์สินส่วนกลาง ดูแลสมาชิก สั่งผู้ฝ่าฝืนออกจากป่าชุมชน ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ รับหรือให้สมาชิกพ้นสภาพ และป้องกันบรรเทาความเสียหายแก่ป่าชุมชน
ข้อบังคับป่าชุมชนต้องผ่านใครก่อน
ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดก่อน และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบของคณะกรรมการนโยบาย
ให้สมาชิกป่าชุมชนพ้นจากสมาชิกภาพต้องใช้เสียงเท่าใด
ต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน
ถ้ากรรมการจัดการป่าชุมชนไม่ทำหน้าที่จะเป็นอย่างไร
คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ อาจมีมติให้กรรมการทั้งคณะหรือกรรมการที่ฝ่าฝืนพ้นจากตำแหน่ง และห้ามผู้นั้นกลับมาเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชนอีก
มาตราใกล้เคียง
↑ ดูพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562ทั้งหมด
🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-14 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)
⚠️ ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจทางกฎหมายทุกครั้ง