⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกสารบัญกฎหมายพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 › มาตรา 12

มาตรา 12 พระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485

หมวด ๒ ธุรกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย
มาตรา ๑๒ ธุรกิจประเภทที่พึงเป็นงานของธนาคารกลางอันธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบได้ คือ (๑) การออกและจัดการ รวมตลอดถึงพิมพ์ธนบัตร บัตรธนาคาร และสิ่งพิมพ์อื่นที่รัฐมนตรีเห็นชอบและการจัดการทุนสำรองดังบัญญัติไว้ในหมวด ๔ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ (๒) การรับเงินฝากประจำหรือกระแสรายวันโดยไม่จ่ายดอกเบี้ย (๓) การซื้อ ขาย และรับช่วงซื้อลดตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดจากการค้าหรือพาณิชย์อันสุจริต มีลายมือชื่อของบุคคลที่พึงเชื่อถือสองคนหรือมากกว่า ลายมือชื่อหนึ่งต้องเป็นของธนาคารใดธนาคารหนึ่งหรือสถาบันการเงินอื่นสถาบันใดสถาบันหนึ่ง และถึงกำหนดใช้เงินภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด แต่ต้องไม่เกินหกเดือนนับแต่วันซื้อหรือรับช่วงซื้อลด โดยไม่ร่วมวันผ่อนเข้าด้วย (๔) การซื้อ ขาย และรับช่วงซื้อลดตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดจากกิจการอุตสาหกรรม กสิกรรม การเลี้ยงสัตว์ การทำป่าไม้ การประมง การทำเหมืองแร่ การทำนาเกลือ หรือการสาวไหม อันสุจริต หรือตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเกี่ยวกับมูลภัณฑ์กันชนระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศยอมให้ประเทศไทยถอนเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อการนี้ได้ ตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ต้องมีลายมือชื่อของบุคคลที่พึงเชื่อถือได้สองคนเป็นอย่างน้อย ลายมือชื่อหนึ่งต้องเป็นของธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นและต้องถึงกำหนดใช้เงินไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันซื้อหรือรับช่วงซื้อลดหรือภายในระยะเวลาเร็วหรือช้ากว่านั้นตามที่คณะกรรมการจะกำหนด แต่ต้องไม่เกินหกสิบเดือนนับแต่วันซื้อหรือรับช่วงซื้อลด คณะกรรมการอาจกำหนดเงื่อนไขของการซื้อขายไว้ด้วยก็ได้ (๕) การซื้อและขายเงินปริวรรตต่างประเทศกับธนาคารและบริษัทเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (๖) การมีเงินคงเหลือไว้ที่คลังของรัฐบาลและธนาคารอื่น ๆ และการรักษาเงินตามจำนวนที่เห็นสมควรไว้ที่คลังและธนาคารนั้น ๆ เป็นเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อเรียกหรือเมื่อได้บอกกล่าวล่วงหน้า หรือเมื่อถึงกำหนดเวลา (๗) การให้กู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินเป็นประกัน ดังต่อไปนี้ (ก) หลักทรัพย์ของรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ที่รัฐบาลรับประกันต้นเงินและดอกเบี้ย (ข) ทองคำ เงิน หรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในทองคำ หรือเงิน (ค) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน เท่าที่พึงซื้อหรือรับช่วงซื้อลดได้ตาม (๓) (ง) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน เท่าที่พึงซื้อหรือรับช่วงซื้อลดได้ตาม (๔) (จ) ตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารใด ๆ ที่ค้ำจุนด้วยเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในสิ่งของอันได้โอนให้แก่หรือจำนำไว้กับธนาคารนั้น ๆ เป็นประกันเครดิตเงินสดหรือเงินเบิกเกินบัญชีซึ่งตกลงกันไว้เพื่อการค้าหรือพาณิชย์อันสุจริต (ฉ) หลักทรัพย์ของรัฐบาลต่างประเทศ (ช) ตั๋วเงิน พันธบัตร หรือตราสารอื่นใดตามอนุมาตรา (๑๓) (ซ) หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารอื่นใด ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด การให้กู้ยืมเงินดังกล่าวต้องมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินหกเดือนเว้นแต่ (ก) การให้สถาบันการเงินกู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง (ก) หรือ (ช) เป็นประกันนั้น ถ้ามีเหตุผลสมควรเป็นกรณีพิเศษ คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีระยะเวลาเกินหกเดือนได้ แต่ต้องไม่เกินหกสิบเดือน (ข) การให้รัฐบาลกู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง (ก) เป็นประกันนั้น ถ้ารัฐบาลกู้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการกู้เงิน ธนาคารจะให้กู้เป็นเงินตราไทยหรือเงินปริวรรตต่างประเทศ โดยมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการกู้เงินก็ได้ (ค) การให้กู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง (ง) เป็นประกันให้มีกำหนดระยะเวลาไม่เกินสิบสองเดือน (๗ ทวิ) การให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินโดยมีหุ้นของธนาคารสถาบันการเงิน หรือบริษัทอื่นใด หรือทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๗) เป็นประกัน ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่สถาบันการเงินนั้นประสบหรือกำลังจะประสบวิกฤตการณ์ทางการเงินอันอาจมีผลกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรงต่อระบบการเงินเป็นส่วนรวม ในการให้กู้ยืมเงินดังกล่าว คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขได้ตามที่เห็นสมควร (๗ ตรี) การให้เงินอุดหนุนเพื่อเป็นทุนประเดิมของสถาบันประกันเงินฝากที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด (๘) การให้รัฐบาลกู้ยืมเงินไม่มีประกัน โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้กู้ยืมเพื่อรายจ่ายที่อนุญาตไว้ในงบประมาณธรรมดาเป็นจำนวนไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าแห่งรายจ่ายที่กล่าวนั้น โดยต้องชำระคืนภายในสามเดือนต้นแห่งปีงบประมาณถัดไป (๙) การออกดร๊าฟที่กำหนดให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม ณ สำนักงานหรือสำนักตัวแทนของธนาคารเอง (๑๐) การเข้าชื่อซื้อ การซื้อ และการขายหลักทรัพย์ของรัฐบาลแห่งประเทศไทยและต่างประเทศ หลักทรัพย์ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก ซึ่งรวมตลอดถึงตราสารที่ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติออกให้เป็นหลักฐานว่า ผู้ถือตราสารได้มีส่วนร่วมกับทบวงการชำนัญพิเศษในการให้กู้เงินแก่รัฐบาลสมาชิก หรือองค์การของรัฐบาล สมาชิกของทบวงการชำนัญพิเศษตามจำนวนดังระบุไว้ในตราสารนั้น และหลักทรัพย์ทรัสตีต่างประเทศ เพื่อประโยชน์แห่งอนุมาตรานี้ หลักทรัพย์ที่รัฐบาลแห่งประเทศที่กล่าวแล้ว หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกได้รับประกันต้นเงินและดอกเบี้ยนั้นให้ถือว่าเป็นหลักทรัพย์ของรัฐบาลนั้น ๆ หรือของสถาบันการเงินระหว่างประเทศนั้น (๑๐ ทวิ) การเข้าชื่อซื้อ การซื้อ และการขายหุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารอื่นใด ตามอนุมาตรา (๗) (ซ) ทั้งนี้ ให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบการเงินของประเทศ (๑๐ ตรี) การซื้อ และการขายตั๋วเงิน พันธบัตร หรือตราสารอื่นใดตามอนุมาตรา (๑๓) (๑๑) การรับรักษาเงิน หลักทรัพย์ และของมีค่าอย่างอื่น ๆ และการเก็บผลประโยชน์แห่งหลักทรัพย์ที่กล่าวนั้น ไม่ว่าจะเป็นต้นเงินหรือดอกเบี้ย (๑๒) การซื้อและขายทองคำและเงิน (๑๓) การกู้ยืมเงินเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพแห่งค่าของเงินตรา โดยวิธีออกตั๋วเงินที่มีกำหนดระยะเวลาการใช้เงินพันธบัตร หรือตราสารอื่นใด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือการกู้ยืมเงินเพื่อธุรกิจของธนาคารเอง และการให้ประกันเงินกู้ยืมนั้น การกู้ยืมเงินตามอนุมาตรา (๑๓) ธนาคารจะกู้เป็นเงินตราไทย หรือเงินปริวรรตต่างประเทศก็ได้ (๑๔) การดำเนินกิจการเงินระหว่างประเทศโดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (๑๕) การขายและจำหน่ายเป็นตัวเงินซึ่งทรัพย์สินทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตกเข้ามาอยู่ในครอบครองของธนาคารไม่ว่าโดยทางใด เป็นการระงับสิทธิเรียกร้องใด ๆ ของธนาคารทั้งหมดหรือแต่บางส่วน (๑๖) การดำเนินการแห่งระบบหักบัญชีระหว่างธนาคาร (๑๗) การรับและจ่ายเงินจำนวนต่าง ๆ เกี่ยวกับบัญชีฝากของกระทรวงการคลัง การทำการแลกเปลี่ยนเงิน การส่งเงินไปต่างประเทศ และกิจการธนาคารบรรดาที่เป็นของรัฐบาลและการออก และจัดการเงินกู้ดังบัญญัติไว้ในหมวด ๖ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ (๑๘) การทำการเป็นตัวแทนของรัฐบาลในกิจการประเภทใด ๆ ดังระบุต่อไปนี้ (ก) การซื้อและขายทองคำและเงิน (ข) การซื้อขายและโอนตั๋วแลกเงิน หลักทรัพย์และใบหุ้น (ค) การเก็บผลประโยชน์แห่งหลักทรัพย์หรือใบหุ้นใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นเงิน ดอกเบี้ยหรือเงินปันผล (ง) การควบคุมและการรวมไว้ในแหล่งกลางซึ่งเงินปริวรรตต่างประเทศ (จ) การทำกิจการอื่นใดของรัฐบาล ตามแต่รัฐบาลจะมอบหมายให้ (๑๙) กล่าวโดยทั่วไป การทำกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับหรือเนื่องจากการใช้อำนาจหรือการปฏิบัติหน้าที่ของธนาคารตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ และพระราชกฤษฎีกา

📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗

💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 12 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณ

มาตราใกล้เคียง

มาตรา 8มาตรา 9มาตรา 10มาตรา 11มาตรา 13มาตรา 14มาตรา 15มาตรา 16

↑ ดูพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485ทั้งหมด

🗓️ ปรับปรุงข้อมูลตัวบทล่าสุด: 2026-07-21

⚠️ ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจทางกฎหมายทุกครั้ง