มาตรา 12 พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553
มาตรา ๑๒ ในกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏแก่เลขาธิการหรือโดยการเสนอของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนผู้ใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน ให้เลขาธิการมีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้แจ้งหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดทราบพร้อมด้วยเหตุผล
เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งได้รับคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ตามวรรคหนึ่ง ให้ไปรายงานตัวยังหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง ในการนี้
ให้หน่วยงานของรัฐเจ้าสังกัดดังกล่าวดำเนินการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหน้าที่หรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว และในกรณีที่มีมูลความผิดทางวินัยให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นต่อไป
และเมื่อดำเนินการได้ผลประการใดแล้ว ให้แจ้งให้เลขาธิการทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้มีคำสั่งลงโทษทางวินัยหรือวันที่ได้มีคำวินิจฉัยว่าไม่มีความผิดทางวินัย เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งได้รับคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเลขาธิการต่อนายกรัฐมนตรี
ซึ่งต้องกระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง การสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากพื้นที่และการกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลา ที่ กพต. ประกาศกำหนด
ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนหรือซึ่งเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้ใดมีพฤติกรรมหรือกระทำการตามวรรคหนึ่ง
ให้เลขาธิการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นหรือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน
สรุปมาตรา 12 แบบเข้าใจง่าย 🤖 อธิบายโดย AI
มาตรานี้ให้อำนาจเลขาธิการสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงแก่เลขาธิการหรือโดยการเสนอของสภาที่ปรึกษาว่าผู้นั้นมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน หรือความไม่สงบในพื้นที่ หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน โดยต้องแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดพร้อมเหตุผล ทั้งนี้ ผู้ได้รับคำสั่งต้องไปรายงานตัวยังหน่วยงานต้นสังกัดภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง และให้หน่วยงานต้นสังกัดออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่หรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่โดยเร็ว หากมีมูลความผิดทางวินัยให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามกฎหมายแล้วแจ้งผลให้เลขาธิการทราบภายในสิบห้าวัน นอกจากนี้ ผู้ได้รับคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มิใช่ฝ่ายพลเรือนหรือเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เลขาธิการส่งรายงานพร้อมความเห็นไปยังผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งหรือผู้กำกับดูแลเพื่อพิจารณาดำเนินการภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 12 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรา 12
เลขาธิการสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่ได้ในกรณีใด
เมื่อปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน หรือความไม่สงบในพื้นที่ หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ
ถูกสั่งให้ออกจากพื้นที่แล้วต้องทำอย่างไร
ต้องไปรายงานตัวยังหน่วยงานต้นสังกัดภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง
อุทธรณ์คำสั่งได้หรือไม่
ได้ มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเลขาธิการต่อนายกรัฐมนตรี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง
ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ฝ่ายพลเรือนจะทำอย่างไร
ให้เลขาธิการส่งรายงานและเอกสารพร้อมความเห็นไปยังผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งหรือผู้กำกับดูแล เพื่อพิจารณาดำเนินการภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน
มาตราใกล้เคียง
↑ ดูพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553ทั้งหมด
🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-14 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)
⚠️ ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจทางกฎหมายทุกครั้ง