มาตรา 30 พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562
หมวด ๔ การปฏิบัติการและพนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติภารกิจตามมาตรา ๒๗ เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ายานพาหนะ หรือบุคคลในยานพาหนะนั้น ได้กระทำความผิดตามกฎหมายของประเทศไทยในเขตทางทะเลเกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเลหรือกิจกรรมทางทะเลใด ๆ ไม่ว่าจะมีการกระทำความผิดอื่นด้วยหรือไม่
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสืบสวนและสอบสวน และในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสอบสวน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ในเขตทางทะเลที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นพนักงานสอบสวน
ส่วนการกำหนดพื้นที่ในการสอบสวนและการกำหนดให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้เป็นไปตามที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา รวมทั้งให้มีอำนาจกระทำการเท่าที่จำเป็น ดังต่อไปนี้ (๑) สั่งให้ยานพาหนะหยุด และใช้มาตรการบังคับเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ยานพาหนะนั้นหยุด
รวมทั้งสั่งและบังคับให้ผู้ควบคุมยานพาหนะและคนประจำยานพาหนะนำยานพาหนะไปยังที่ใดที่หนึ่ง (๒) สั่งให้บุคคลหรือยานพาหนะซึ่งขัดขวาง กีดขวาง หรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติภารกิจออกจากพื้นที่ที่กำหนด (๓) ขึ้นไปบนยานพาหนะนั้น เพื่อตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับยานพาหนะ และเอกสารคนประจำยานพาหนะนั้น (๔) ค้นยานพาหนะ
และคนประจำยานพาหนะที่ต้องสงสัยนั้น ให้รื้อหรือขนสิ่งของในยานพาหนะใด ๆ เพื่อการค้น โดยไม่ต้องมีหมายค้น (๕) ควบคุมผู้ต้องสงสัย ตลอดจนควบคุมยานพาหนะ และสิ่งของที่จะใช้หรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาจากการกระทำความผิด
ถ้าการตรวจค้นยานพาหนะหรือการสืบสวนมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีหรือได้มีการกระทำความผิด ห้ามมิให้ควบคุมยานพาหนะ ผู้ควบคุมยานพาหนะ หรือบุคคลในยานพาหนะไว้เกินความจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี (๖) ให้พ่วงยานพาหนะ หรือให้ทำการอื่นเพื่อให้ยานพาหนะนั้นไปยังที่ซึ่งสะดวกแก่การตรวจค้น การสอบสวน หรือการดำเนินคดี (๗)
ไล่ตามยานพาหนะใด ๆ ที่กระทำหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายที่ประเทศไทยมีเขตอำนาจ รวมทั้งไล่ตามจับกุมผู้ต้องสงสัยที่หนีขึ้นฝั่งได้ตามความจำเป็น (๘) สอบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดไว้ได้ไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่นำตัวผู้ต้องหามาถึงฝั่ง ณ ที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่
และมิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหามาถึงที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเวลาควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ เมื่อการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ในกรณีที่ไม่แน่ชัดว่าควรส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการพื้นที่ใด ให้ส่งไปยังพนักงานอัยการตามที่อัยการสูงสุดกำหนด การสอบสวนหรือการสอบสวนร่วมกันตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้องและคำสั่งนั้นไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุด ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำสั่งเสนอผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการ
ในกรณีที่ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความ หรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้องก็ให้ฟ้องคดีนั้นตามความเห็นของผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการไปก่อน แต่ทั้งนี้
มิได้ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะจัดการอย่างใดแก่ผู้ต้องหาดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับในการที่พนักงานอัยการจะอุทธรณ์ ฎีกา หรือถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ และถอนฎีกาโดยอนุโลม ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ยานพาหนะ
หรือบุคคลในยานพาหนะใดได้กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศในเขตทางทะเลภายนอกราชอาณาจักร เช่น การออกอากาศโดยส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ยานพาหนะนั้นปราศจากสัญชาติ หรือเรือที่ชักธงของรัฐสองรัฐขึ้นไปตามความสะดวก
หรือเปลี่ยนธงในระหว่างการเดินเรือที่อาจถูกถือเสมือนเป็นเรือไร้สัญชาติ หรือแม้ว่าเป็นเรือที่ชักธงต่างชาติ หรือไม่ยอมแสดงธงของตนแต่เรือนั้นตามความเป็นจริงเป็นเรือไทย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ยานพาหนะหยุด
หรือใช้มาตรการบังคับเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ยานพาหนะนั้นหยุดและขึ้นไปบนยานพาหนะนั้นเพื่อตรวจสอบเอกสาร รวมทั้งตรวจสอบสิ่งอื่นใดบนยานพาหนะนั้นเท่าที่จำเป็นเพื่อหาพยานหลักฐาน หากปรากฏพยานหลักฐาน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้หยุดกระทำการหรือสั่งห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเป็นเรือไทย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามวรรคหนึ่ง
สรุปมาตรา 30 แบบเข้าใจง่าย 🤖 อธิบายโดย AI
มาตรานี้กำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติภารกิจตามมาตรา ๒๗ เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ายานพาหนะหรือบุคคลในยานพาหนะได้กระทำความผิดตามกฎหมายไทยในเขตทางทะเล โดยให้มีอำนาจสืบสวนและสอบสวน และเมื่อทำการสอบสวนให้มีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมทั้งมีอำนาจสั่งให้ยานพาหนะหยุดและใช้มาตรการบังคับเท่าที่จำเป็น สั่งให้บุคคลหรือยานพาหนะที่ขัดขวางการปฏิบัติภารกิจออกจากพื้นที่ ขึ้นไปบนยานพาหนะเพื่อตรวจสอบเอกสาร ค้นยานพาหนะและคนประจำยานพาหนะที่ต้องสงสัยโดยไม่ต้องมีหมายค้น ควบคุมผู้ต้องสงสัย ยานพาหนะ และสิ่งของที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยห้ามควบคุมเกินความจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี ให้พ่วงยานพาหนะไปยังที่ซึ่งสะดวกแก่การตรวจค้นหรือดำเนินคดี ไล่ตามยานพาหนะและไล่ตามจับกุมผู้ต้องสงสัยที่หนีขึ้นฝั่ง และสอบสวนควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่นำตัวมาถึงฝั่ง ณ ที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยไม่นับเวลาเดินทางตามปกติ เมื่อสอบสวนเสร็จให้ทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องส่งพนักงานอัยการ และหากผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง ให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นแย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด นอกจากนี้ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ายานพาหนะหรือบุคคลกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศในเขตทางทะเลภายนอกราชอาณาจักร เช่น การออกอากาศโดยไม่ได้รับอนุญาต ยานพาหนะปราศจากสัญชาติ หรือเรือที่ชักธงสองรัฐขึ้นไปตามความสะดวก ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้หยุด ขึ้นตรวจสอบเอกสารและสิ่งอื่นเท่าที่จำเป็น และหากพบพยานหลักฐานอาจสั่งให้หยุดกระทำการหรือห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรได้
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 30 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรา 30
พนักงานเจ้าหน้าที่ทางทะเลค้นเรือโดยไม่มีหมายค้นได้หรือไม่
ได้ ตัวบทให้อำนาจค้นยานพาหนะและคนประจำยานพาหนะที่ต้องสงสัย รวมทั้งรื้อหรือขนสิ่งของในยานพาหนะเพื่อการค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้น
ควบคุมตัวผู้ต้องหาได้นานเท่าใด
ไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่นำตัวผู้ต้องหามาถึงฝั่ง ณ ที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยไม่นับเวลาเดินทางตามปกติ
ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้องแต่ ศรชล. ไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไร
ให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นที่แย้งของผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุจำเป็นต้องรีบฟ้อง ให้ฟ้องตามความเห็นนั้นไปก่อน
เรือไร้สัญชาติในทะเลนอกราชอาณาจักรตรวจได้หรือไม่
ได้ หากมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น เรือปราศจากสัญชาติหรือชักธงสองรัฐขึ้นไปตามความสะดวก พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้หยุดและขึ้นตรวจสอบเอกสารได้
มาตราใกล้เคียง
↑ ดูพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562ทั้งหมด
🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-14 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)
⚠️ ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจทางกฎหมายทุกครั้ง