มาตรานี้กำหนดว่าเมื่อศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่ามีเหตุครบสามประการ ให้ศาลมีคำสั่งขังบุคคลนั้นไว้เพื่อส่งข้ามแดนต่อไป คือ บุคคลซึ่งถูกจับเป็นบุคคลที่ถูกร้องขอให้ส่งข้ามแดนและมิใช่ผู้มีสัญชาติไทย หรือเป็นผู้มีสัญชาติไทยแต่อยู่ในหลักเกณฑ์ให้ส่งข้ามแดนได้ตามมาตรา ๑๒ คดีมีมูลที่จะรับฟ้องไว้พิจารณาหากความผิดนั้นได้กระทำลงในราชอาณาจักรหรือมีกฎหมายบัญญัติให้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร และความผิดนั้นเป็นความผิดซึ่งอาจส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ตามพระราชบัญญัตินี้และมิใช่ความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองหรือความผิดทางทหารโดยเฉพาะ ถ้าเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ให้ศาลมีคำสั่งปล่อยและดำเนินการปล่อยเมื่อสิ้นระยะเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ได้อ่านคำสั่งปล่อย เว้นแต่ภายในระยะเวลาดังกล่าวพนักงานอัยการแจ้งความจำนงว่าจะอุทธรณ์ ก็ให้ขังไว้ในระหว่างอุทธรณ์และต้องยื่นอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลอ่านคำสั่งปล่อย ส่วนคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ ให้นำมาตรา ๑๘ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 19 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณเมื่อเห็นว่าผู้ถูกจับเป็นบุคคลที่ถูกร้องขอและไม่ใช่ผู้มีสัญชาติไทยหรืออยู่ในหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๒ คดีมีมูลที่จะรับฟ้องหากความผิดได้กระทำในราชอาณาจักร และความผิดนั้นส่งข้ามแดนได้ตามพระราชบัญญัตินี้และไม่ใช่ความผิดทางการเมืองหรือความผิดทางทหารโดยเฉพาะ
ให้ศาลมีคำสั่งปล่อย และดำเนินการปล่อยบุคคลนั้นเมื่อสิ้นระยะเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ได้อ่านคำสั่งปล่อย
ต้องแจ้งความจำนงว่าจะอุทธรณ์ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่อ่านคำสั่งปล่อย ซึ่งจะทำให้ผู้นั้นถูกขังไว้ในระหว่างอุทธรณ์ และต้องยื่นอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลอ่านคำสั่งปล่อย
ไม่ได้ ตัวบทกำหนดว่าความผิดนั้นต้องมิใช่เป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองหรือเป็นความผิดทางทหารโดยเฉพาะ
↑ ดูพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551ทั้งหมด
🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-14 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)