มาตรา 18 พระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
ℹ️ [นี่คือพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม — เนื้อหาที่ใช้บังคับปัจจุบันอยู่ในฉบับหลัก (consolidated)] มาตรา ๑๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นหมวด ๑/๑ การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์สภาพคล่อง มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๗/๑ มาตรา ๒๗/๒ มาตรา ๒๗/๓ มาตรา ๒๗/๔ มาตรา ๒๗/๕ มาตรา ๒๗/๖ และมาตรา ๒๗/๗ แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. ๒๕๓๕ “หมวด ๑/๑ การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์สภาพคล่อง มาตรา ๒๗
ให้คณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดประเภทและชนิดของเงินกองทุนรวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณเงินกองทุนของบริษัท บริษัทต้องดำรงไว้ซึ่งเงินกองทุนตลอดเวลาที่ประกอบธุรกิจประกันชีวิตเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือความเสี่ยงตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
การกำหนดอัตราการดำรงเงินกองทุนตามวรรคสอง คณะกรรมการจะกำหนดตามขนาดหรือประเภทของสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือความเสี่ยงรวมทุกประเภทหรือแต่ละประเภทก็ได้ ในกรณีที่บริษัทมีการซื้อหุ้นคืนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มิให้นับหุ้นที่ซื้อคืนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุน
โดยให้หักเงินกองทุนออกตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ห้ามบริษัทนำเงินกองทุนไปใช้ก่อภาระผูกพัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด มาตรา ๒๗/๑ บริษัทต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือเงินสำรองตามมาตรา ๒๓
ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด การกำหนดอัตราการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการจะกำหนดแต่เพียงบางประเภทหรือทุกประเภท หรือจะกำหนดอัตราส่วนของแต่ละประเภทในอัตราใดก็ได้
อัตราการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรานี้ถ้าเป็นการเพิ่มอัตราดังกล่าวต้องประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่น้อยกว่าหกสิบวัน มาตรา ๒๗/๒ สินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่ (๑) เงินสด หรือเงินฝากธนาคารตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (๒) หลักทรัพย์รัฐบาลไทย
หรือหลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย (๓) หุ้นกู้หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ย (๔) สินทรัพย์อื่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด สินทรัพย์สภาพคล่องตาม (๒) (๓) และ (๔)
ต้องปราศจากภาระผูกพันและสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ มาตรา ๒๗/๓ บริษัทต้องบริหารสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน และเงินสำรองตามมาตรา ๒๓ ให้มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการรับชำระเบี้ยประกันภัย การกู้ยืมเงิน หรือการรับเงินจากผู้เอาประกันภัยหรือประชาชนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
สรุปมาตรา 18 แบบเข้าใจง่าย 🤖 อธิบายโดย AI
ℹ️ นี่คือพระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เนื้อหาที่ใช้บังคับปัจจุบันอยู่ในฉบับหลัก มาตรา 18 ให้เพิ่มหมวด 1/1 การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์สภาพคล่อง คือมาตรา 27 ถึงมาตรา 27/7 แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดประเภทและชนิดของเงินกองทุนและวิธีคำนวณ บริษัทต้องดำรงเงินกองทุนตลอดเวลาที่ประกอบธุรกิจเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือความเสี่ยง หุ้นที่ซื้อคืนไม่นับเป็นเงินกองทุน และห้ามนำเงินกองทุนไปใช้ก่อภาระผูกพัน ส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต้องดำรงไม่ต่ำกว่าอัตราที่คณะกรรมการกำหนด การเพิ่มอัตราต้องประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวัน และสินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร หลักทรัพย์รัฐบาลไทยหรือธนาคารแห่งประเทศไทย หุ้นกู้หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ย และสินทรัพย์อื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องปราศจากภาระผูกพันและโอนเปลี่ยนมือได้
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 18 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรา 18
การเพิ่มอัตราดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วัน
ต้องประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่น้อยกว่าหกสิบวัน
สินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่อะไรบ้าง
เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร หลักทรัพย์รัฐบาลไทยหรือหลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย หุ้นกู้หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ย และสินทรัพย์อื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
หุ้นที่บริษัทซื้อคืนนับเป็นเงินกองทุนหรือไม่
ไม่นับ ต้องหักออกจากเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตราใกล้เคียง
↑ ดูพระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551ทั้งหมด
🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-14 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)
⚠️ ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจทางกฎหมายทุกครั้ง