มาตรานี้ในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ และใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดว่าในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหาให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นผู้วินิจฉัย โดยคำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด และถ้าตามคำวินิจฉัยต้องเปลี่ยนแปลงศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้ศาลเดิมโอนคดีไปยังศาลดังกล่าว โดยให้ถือว่ากระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการไปแล้วในศาลเดิมก่อนมีคำพิพากษาไม่เสียไป เว้นแต่ศาลที่รับโอนคดีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 5 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นผู้วินิจฉัย และคำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด
ไม่เสียไป ให้ถือว่ากระบวนพิจารณาที่ดำเนินการไปแล้วในศาลเดิมก่อนมีคำพิพากษายังใช้ได้ เว้นแต่ศาลที่รับโอนคดีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
หน้านี้เป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม เนื้อหาที่ใช้บังคับปัจจุบันอยู่ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฉบับหลักที่รวมการแก้ไขแล้ว
↑ ดูพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558ทั้งหมด
🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-14 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)