มาตรา ๓ วางหลักความสัมพันธ์ระหว่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับกฎหมายเฉพาะฉบับอื่น โดยหลักคือถ้ามีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามกฎหมายนั้น แต่มีข้อยกเว้นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือบทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ซึ่งให้บังคับตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการเพิ่มเติมไม่ว่าจะซ้ำกับกฎหมายนั้นหรือไม่ กลุ่มที่สองคือบทบัญญัติเกี่ยวกับการร้องเรียน อำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในการออกคำสั่งเพื่อคุ้มครองเจ้าของข้อมูล และอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ซึ่งให้บังคับตามพระราชบัญญัตินี้เมื่อกฎหมายเฉพาะไม่มีบทบัญญัติเรื่องร้องเรียน หรือมีแต่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอเท่าอำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญและมีการร้องขอหรือมีการยื่นคำร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัตินี้
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 3 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณหลักคือให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะนั้น แต่มีข้อยกเว้นตาม (๑) และ (๒) ที่ให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
ครอบคลุมบทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ซึ่งให้บังคับตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซ้ำกับกฎหมายเฉพาะนั้นหรือไม่ก็ตาม
ใช้พระราชบัญญัตินี้ในสองกรณี คือ กรณีที่กฎหมายเฉพาะไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการร้องเรียน และกรณีที่มีบทบัญญัติแต่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาเรื่องร้องเรียนไม่เพียงพอเท่าอำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ โดยมีการร้องขอต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ หรือเจ้าของข้อมูลผู้เสียหายยื่นคำร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ
ไม่ได้ยกเลิก ตัวบทให้บังคับตามกฎหมายเฉพาะเป็นหลัก และให้พระราชบัญญัตินี้เข้าใช้บังคับเพิ่มเติมหรือเข้าแทนเฉพาะในเรื่องที่ระบุไว้ใน (๑) และ (๒) เท่านั้น
↑ ดูพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)ทั้งหมด
🗓️ ปรับปรุงข้อมูลตัวบทล่าสุด: 2026-07-26