คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1219/2505
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 ต้องประกอบด้วยการแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานด้วย
* การร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า จะลงโทษผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือกระทำโดยตรงได้ ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าผู้นั้นได้ร่วมกระทำความผิดในการพยายามฆ่านั้นด้วย
ย่อคำพิพากษา
ความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 นั้น จะต้องปรากฎว่าผู้กระทำผิดได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงานด้วย เพียงแต่แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานแล้วก็ขึ้นเรือนปล้นทรัพย์ ยังไม่ครบองค์ความผิดมาตรานี้
คดีฟังได้ว่าจำเลย 3 คนกับพวกอีก 2 คนเป็นคนร้ายปล้นทรัพย์ และคนร้ายได้ใช้ปืนยิงในขณะที่จะหนีเพื่อปกปิดการกระทำความผิดหรือให้พ้นจากการจับกุม กระสุนปืนถูกบุตรีของเจ้าทรัพย์บาดเจ็บสาหัส จำเลยทั้งสามจะมีความผิดฐานพยายามฆ่า เมื่อไม่ได้ความว่าใครเป็นคนยิงและผู้ที่ไม่ได้ยิงได้ร่วมกระทำความผิดในการพยายามฆ่าด้วยหรือไม่ ย่อมลงโทษจำเลยตามมาตรานี้ไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกอีก ๒ คน ได้ไปปล้นบ้านนางเอ็ง สุวรรณเจริญ นางเอ็งไม่อยู่บ้าน มีแต่นางสาวบังอรบุตรีเฝ้าบ้านแต่ผู้เดียว จำเลยกับพวกแจ้งกับนางสาวบังอรว่าเป็นเจ้าพนักงานมาค้นของเถื่อน นางสาวบังอรไม่ยอมให้ค้น จำเลยกับพวกก็ขึ้นเรือนผลักประตูเข้าปล้นเอาทรัพย์ เมื่อจำเลยกับพวกลงจากเรือนแล้ว นางสาวบังอร ตามไปร้องบอกกล่าว คนร้ายได้ใช้ปืนที่ปล้นเอาไปยิงมาถูกนางสาวบังอรได้รับบาดเจ็บสาหัส
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๓๔๐, ๑๔๕ พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ (ตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ) แต่ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๔๐ อันเป็นความผิดที่มีกำหนดโทษสูง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมีความผิดมาตรา ๑๔๕ กระทงหนึ่ง ฐานปล้นทรัพย์และใช้ปืนยิงเวลาปล้น และฐานพยายามฆ่า รวม ๒ บท ตามมาตรา ๓๔๐, ๒๘๘, ๘๐ กระทงหนึ่ง และฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนฯ กระทงหนึ่ง แต่พิพากษายืนในผล
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามศาลล่าง แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ความผิดตามมาตรา ๑๔๕ ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานนั้นจะต้องปรากฎว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานด้วย เมื่อได้ความเพียงว่าจำเลยแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานแล้วก็ขึ้นเรือนปล้นทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ครบองค์ความผิดมาตรานี้
ส่วนฐานพยายามฆ่าตามมาตรา ๒๔๘, ๘๐ นั้น จะต้องได้ความว่าใครเป็นผู้ลงมือยิงนางสาวบังอรโดยเจตนาฆ่า ถ้าจะเอาผิดแก่จำเลยทั้ง ๓ คน ก็จะต้องได้ความว่าจำเลยทั้ง ๓ คนร่วมกันในการพยายามฆ่า แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฎว่าใครเป็นคนยิง และผู้ที่ไม่ได้ยิงได้ร่วมกระทำผิดในการพยายามฆ่าด้วยหรือไม่ จึงลงโทษจำเลยตามมาตรนี้ไม่ได้
พิพากษาแก้ว่าจำลเยไม่มีความผิดตามมาตรา ๑๔๕, ๒๘๘, ๘๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1219/2505
อัยการจังหวัดระยอง โจทก์
นายเอ็ง สุวรรณเจริญ จ.ร่วม
นายจินดา การเวก หรือการะเวข ที่ 1 นายม้วน หรือเทพฤทธิ์ อยู่กลัส หรือ
โพธิ์สุวรรณ ที่ 2 นายชื่นหรือขวน เฉยสวัสดิ์ หรือเชยสวัสดิ์ ที่ 3 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดระยอง · จ.ร่วม - นายเอ็ง สุวรรณเจริญ · หรือ - นายจินดา การเวก หรือการะเวข ที่ 1 นายม้วน หรือเทพฤทธิ์ อยู่กลัส · จำเลย - โพธิ์สุวรรณ ที่ 2 นายชื่นหรือขวน เฉยสวัสดิ์ หรือเชยสวัสดิ์ ที่ 3 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อนุสสรนิติสาร · ชวน สิงหลกะ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดระยอง - นายเอิบ นุตสาระ · ศาลอุทธรณ์ - นายยุ้ย อาตมิยะนันทน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา