คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122-1123/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อโจทก์ถอนคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกที่เคยร้องขอร่วมกับจำเลย และมาฟ้องคดีขอรับมรดกแต่ผู้เดียว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งเรียกค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามที่ตกลงไว้ในสัญญาแบ่งมรดกจากโจทก์ได้ เนื่องจากเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิม.
ย่อคำพิพากษา
ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความที่จำเลยเสียไปในการดำเนินคดีร้างขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งโจทก์จำเลยเป็นผู้ร้องขอร่วมกันและโจทก์ตกลงจะชดใช้ให้จำเลยครึ่งหนึ่ง โดยระบุไว้ในสัญญาแบ่งมรดก แต่ภายหลังกลับถอนคำร้องเสีย เนื่องจากตกลงกันในการจัดการมรดกไม่ได้นั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีขอรับมรดกแต่ผู้เดียว และขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาแบ่งมรดกเป็นโมฆะ จำเลยย่อมฟ้องแย้งเรียกค่าฤชาธรรมเนียมและค่าหมายความตามที่ตกลงไว้ในสัญญาแบ่งมรดกจากโจทก์ได้ เพราะเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยโจทก์จำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับมรดกของร้อยตำรวจเอกขุนไกรสรสิทธิ์ผู้ตาย ทั้งสามศาลฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่านางสอางค์เป็นภริยาเจ้ามรดก นางปิ่นมณีและนางหวานเป็นบุตรของเจ้ามรดกซึ่งเกิดจากภริยาเก่า ต่างมีสิทธิรับมรดกและพิพากษาแบ่งทรัพย์มรดกให้คนละ ๑ ส่วนเท่าๆ กันตามกฎหมาย
มีปัญหาที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแตกต่างกันและขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเกี่ยวกับฟ้องแย้งในคดีหลังที่นางสอางค์เป็นโจทก์ฟ้องนางหวานกับนางปิ่นมณีเป็นจำเลย โดยนางสอางค์ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาขุนไกรสรสิทธิ์ มีสิทธิรับมรดกแต่ผู้เดียว จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลภายนอก ไม่มีสิทธิรับมรดก ภายหลังปลงศพขุนไกรสรสิทธิ์ โดยนางหวานจำเลยได้ช่วยเหลือจัดการด้วย นางหวานจำเลยได้ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ให้ทำสัญญาแบ่งมรดกกับจำเลยตามสำเนาท้ายฟ้องความว่า โจทก์ยอมรับชดใช้ค่าใช้จ่ายในการทำศพ โจทก์ยอมรับว่านางหวานจำเลยเป็นบุตรขุนไกรสรสิทธิ์ และยินยอมแบ่งมรดกให้นางหวานจำเลยครึ่งหนึ่ง ต่อมานางหวานจำเลยได้หลอกลวงว่าจะช่วยให้โจทก์ได้ปกครองดูแลรับทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียว จำเลยจะช่วยเหลือให้โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อได้เงินกองมรดกมาชดใช้ค่าทำศพให้จำเลย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แล้วจำเลยทั้งสองก็ยื่นขอร่วมเป็นผู้จัดการมรดกด้วย โจทก์ทราบความจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช่บุตร จึงจอถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกเสีย ขอให้ศาลพิพากษาว่า หนังสือสัญญาระหว่างโจทก์กับนางหวานจำเลยเป็นโมฆะ และมรดกขุนไกรสรสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์แต่ผู้เดียว ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง
นางหวานจำเลยต่อสู้ว่า จำเลยเป็นบุตรขุนไกรสรสิทธิ์แต่ผู้เดียว สัญญาแบ่งมรดกที่โจทก์ฟ้อง ได้ทำขึ้นโดยสมัครใจ โจทก์จำเลยต้องแบ่งมรดกกันคนละครึ่ง จึงฟ้องแย้งขอแบ่งมรดกครึ่งหนึ่ง ขอให้หักเงินที่ได้จากการเป็นสมาชิกฌาปนกิจ เป็นค่าทำศพแก่จำเลย และในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันระหว่างโจทก์จำเลยตามคดีแพ่งดำที่ ๓๓/๒๕๐๕ โจทก์กับจำเลยได้ตกลงกันว่า ต้องออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง ดังที่ระบุไว้ในสัญญาแบ่งมรดก (ตามสำเนาท้ายฟ้อง) จำเลยได้จ่ายค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวม ๓,๕๐๐ บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระให้จำเลยครึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๑,๗๐๐ บาท
นางปิ่นมณีจำเลยต่อสู้หลายประการซึ่งไม่เป็นปัญหา
นางสอางค์โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งข้อหนึ่งว่า เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม
มีปัญหาว่า ที่นางหวานจำเลยฟ้องแย้งให้นางสอางค์โจทก์ชำระเงิน ๑,๗๐๐ บาท (ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน) ตามสัญญาแบ่งมรดกเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม หรือไม่
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม และฟังว่านางหวานจำเลยได้ใช้จ่ายในการดำเนินคดีร้องขอจัดการมรดกไปรวม ๒,๕๓๐ บาท ให้นางสอางค์โจทก์รับผิดชดใช้ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๑,๒๖๕ บาท
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า นางหวานจำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง เพราะเป็นค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายในคดีแพ่งดำที่ ๓๓/๒๕๐๕ ซึ่งเป็นเรื่องร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ไม่ใช่เรื่องขอแบ่งมรดกของเจ้ามรดกในคดีนี้ ต้องฟ้องคดีใหม่ พิพากษาแก้
ศาลฎีกาเห็นว่า เงินจำนวนนี้เป็นเงินค่าธรรมเนียม ค่าทนาย ที่นางหวานว่าได้ออกแทนนางสอางค์ไปในดคีที่นางสอางค์และนางหวานร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของขุนไกรสรสิทธิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๓/๒๕๐๕ และนางสอางค์ได้ตกลงไว้ตามสัญญาแบ่งมรดกว่าจะใช้เงินจำนวนนี้แก่นางหวาน เมื่อนางสอางค์ฟ้องนางหวานกับพวกเป็นคดีขึ้นมาตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙/๒๕๐๖ ขอให้พิพากษาว่า สัญญาแบ่งมรดกเป็นโมฆะ นางหวานได้ต่อสู้คดีและฟ้องแย้งขอให้นางสอางค์ใช้เงินนั้นแก่นางหวานตามที่ระบุไว้ในสัญญาแบ่งมรดกฟ้องแย้งของนางหวานจึงเป็นการเรียกร้องสิทธิตามสัญญาแบ่งมรดก ซึ่งเกี่ยวกับฟ้องเดิม นางหวานจึงชอบที่จะฟ้องแย้งได้
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นางหวานได้ออกเงินแทนนางสอางค์ไป ๑,๒๖๔ บาท
พิพากษาแก้ให้นางสอางค์ใช้เงิน ๑,๒๖๕ บาทแก่นางหวานจำเลยตามฟ้องแย้ง
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122 - 1123/2511
นางปิ่นมณี ชนะศึก โจทก์
นางสอางค์ ไกรสรสิทธิ์ ที่ 1
นางหวาน วัลยะเพ็ชร์ ที่ 2 ล.
นางสอางค์ ไกรสรสิทธิ์ โจทก์
นางหวาน วัลยะเพ็ชร์ ที่ 1
นางปิ่นมณี ชนะศึก ที่ 2 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางปิ่นมณี ชนะศึก · 1 - นางสอางค์ ไกรสรสิทธิ์ ที่ · ล. - นางหวาน วัลยะเพ็ชร์ ที่ 2 · โจทก์ - นางสอางค์ ไกรสรสิทธิ์ · 1 - นางหวาน วัลยะเพ็ชร์ ที่ · ล. - นางปิ่นมณี ชนะศึก ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เนิ่น กฤษณะเศรนี · วิเชียร เศวตรุนทร์ · ปันโน สุขทรรศนีย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพังงา - นายบัณฑิต พรหมบุญญา · ศาลอุทธรณ์ - นายสิทธิ เกตุทัต |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา