คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1461/2515
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีใหม่ในประเด็นเดียวกันกับคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
คดีก่อน โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทของโจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยเป็นผู้ออกทุนทรัพย์ปลูกสร้างตึกพิพาทในที่ดินของโจทก์และจำเลยยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทให้โจทก์ ตึกพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ากรรมสิทธิ์ตึกพิพาทตกเป็นของโจทก์แล้วแต่สัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่ครบกำหนด โจทก์ยังไม่ครบกำหนด โจทก์ยังไม่มีอำนาจพ้องพิพากษายกฟ้องจำเลยอุทธรณ์ว่ากรรมสิทธิ์ในตึกพิพาทเป็นของจำเลย ขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ก็มาฟ้องคดีใหม่ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารโดยอ้างว่าสัญญาเช่าครบกำหนดแล้ว จำเลยคงต่อสู้เช่นเดิมว่าตึกพิพาทเป็นของจำเลย ดังนี้ ทั้งสองคดีย่อมมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า ตึกพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย การที่โจทก์มาฟ้องคดีใหม่จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง (1)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างตึกยกกรรมสิทธิ์ให้โจทก์และทำสัญญาเช่ารวม ๙ ปี สัญญาเช่าสิ้นอายุแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลยและให้ใช้ค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย
จำเลยต่อสู้ว่าตึกพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องซ้ำ
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและให้ใช้ค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อน
ทางพิจารณาได้ความว่า เดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทของโจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๖๕๐/๒๕๐๙จำเลยให้การต่อสู้ว่าตึกพิพาทจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างขึ้นในที่ดินของโจทก์โดยทุนทรัพย์ของจำเลยและจำเลยยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทให้แก่โจทก์ ตึกพิพาทจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรรมสิทธิ์ตึกพิพาทตกเป็นของโจทก์แล้ว แต่หนังสือสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยยังไม่ครบอายุสัญญาเช่า โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวาร พิพากษายกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ว่ากรรมสิทธิ์ในตึกพิพาทเป็นของจำเลย และคดีแดงที่ ๕๖๕๐/๒๕๐๙ อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาท โดยอ้างว่าบัดนี้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยได้ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าตึกพิพาทเป็นของจำเลยโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทและตัดฟ้องว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ(ซ้อน) ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทโดยอ้างว่าตึกพิพาทเป็นของโจทก์ และครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว ซึ่งปัญหาที่ว่าตึกพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยนั้น โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีแดงที่ ๕๖๕๐/๒๕๐๙ และในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้คดีนั้นยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้อันมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า ตึกพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยจึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแดงที่ ๕๖๕๐/๒๕๐๙ ดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)
พิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1461/2515
นางจารุลักษณ์ บูรณะนนท์ โดยนายวิพัฒน บุนนาค ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์
นางเข่ง แซ่โซว จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางจารุลักษณ์ บูรณะนนท์ โดยนายวิพัฒน บุนนาค ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นางเข่ง แซ่โซว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อัศนี เกาไศยนันท์ · จินตา บุณยอาคม · จรัญ อิศระ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายแผ้ว ศิวะบวร · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล เชาว์ดี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา