⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2396/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2396/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การหมิ่นประมาทโดยการกล่าวหาว่าหญิงเป็น "ดอกทอง" ถือเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง - สามีภริยาที่ชำระหนี้ร่วมเกินส่วนของตน มีสิทธิเรียกร้องให้อีกฝ่ายชดใช้ได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยด่าโจทก์และมารดาโจทก์ว่ามารดาโจทก์เป็นคนดอกทองและโจทก์เป็นลูกคนดอกทอง มารดาโจทก์จะชักชวนให้โจทก์ไปเป็นคนดอกทอง ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493ได้นิยามคำว่า "ดอกทอง" ไว้ว่า หมายถึงหญิงใจง่ายในทางประเวณี คำด่าดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการด่ามารดาโจทก์เป็นหญิงใจง่าย ในทางประเวณีและมารดาโจทก์จะชักชวนให้โจทก์ไปเป็นหญิงใจง่าย ในทางประเวณี อันเป็นการหมิ่นประมาทมารดาโจทก์อย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1500(2) โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 บัญญัติว่าในระหว่างสามีภริยา ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกัน ตามส่วนที่จะได้สินสมรสนั้น เป็นเพียงบทบัญญัติยกเว้นของ มาตรา 296 ที่ให้ลูกหนี้ร่วมแต่ละคนจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นเท่านั้น ส่วนการที่จะให้สามีภริยารับผิดในหนี้ร่วมต่อกันตามมาตรา 1518 นั้น จะต้องรับผิดต่อเมื่อสามีหรือภริยาได้ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว หากฝ่ายที่ ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปเกินส่วนที่ตนได้สินสมรสไปเท่าใด ก็มีสิทธิเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ ให้ มิใช่ว่าเมื่อมีหนี้ร่วม หากสามีหรือภริยาฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส ถ้ามีเหตุหย่า และต้องแบ่งสินสมรสแล้วจะต้องหักหนี้ร่วมออกจากสินสมรส ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก็บรักษาไว้เพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อน จึงจะแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือกัน จำเลยจะขอหักหนี้ดังกล่าวออกเพื่อ จำเลยจะนำไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงแบ่งสินสมรสกันไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.291 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.296 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1500 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1518

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายต่อมาจำเลยไปได้นางวงศ์เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง และหาเหตุทะเลาะทำร้ายร่างกายโจทก์ ด่าประจานก้าวร้าวและหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีโจทก์อย่างร้ายแรงด้วยถ้อยคำหยาบคายต่าง ๆ นา ๆ เช่น"ลูกอีดอกทอง แม่มึงดอกทองแล้ว มึงจะดอกทองเหมือนแม่มึงใช่ไหมกูสงสัยว่าแม่มึงไปเอาสัตว์เดรัจฉานมา มึงถึงได้เงี่ยนจัด" และขับไล่โจทก์ โดยขู่ว่า ถ้าโจทก์ไม่ยอมออกไปจากบ้านจำเลยจะฆ่าโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามบัญชีท้ายฟ้องกึ่งหนึ่งทุกอันดับ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยประพฤตินอกใจไปได้นางวงศ์เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง และไม่เคยหาเหตุทะเลาะทำร้ายร่างกายโจทก์หรือด่าประจานอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีโจทก์เลย จำเลยเคยทำร้ายร่างกายโจทก์ครั้งหนึ่งแต่ไม่ถึงบาดเจ็บอันจะเป็นเหตุฟ้องหย่าทั้งไม่ได้พูดขับไล่โจทก์และขู่จะฆ่าโจทก์ การแบ่งทรัพย์สินจะต้องเอาสินสมรสทั้งหมดมาแบ่งโดยหักใช้หนี้สินร่วมกันเสียก่อนแล้วจึงนำสินสมรสที่เหลือคืนสินเดิมของจำเลย ส่วนที่เหลือต้องแบ่งเป็น ๓ ส่วนโจทก์ได้รับหนึ่งส่วนและจำเลยได้รับสองส่วน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและให้แบ่งสินสมรสตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยด่าโจทก์และมารดาโจทก์ว่า มารดาโจทก์เป็นคนดอกทองและโจทก์เป็นลูกคนดอกทอง มารดาโจทก์จะชักชวนให้โจทก์ไปเป็นคนดอกทอง ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ได้นิยามคำว่า ดอกทอง ไว้ว่า หมายถึงหญิงใจง่ายในทางประเวณีคำด่าดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการด่าว่ามารดาโจทก์เป็นหญิงใจง่ายในทางประเวณี และมารดาโจทก์จะชักชวนให้โจทก์ไปเป็นหญิงใจง่ายในทางประเวณี อันเป็นการหมิ่นประมาทมารดาโจทก์ซึ่งเป็นบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๐๐(๒) ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๘ บัญญัติว่าในระหว่างสามีภริยาให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนที่จะได้สินสมรสนั้น เป็นเพียงบทบัญญัติยกเว้นของมาตรา ๒๙๖ที่ให้ลูกหนี้ร่วมแต่ละคนจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นเท่านั้น ส่วนการที่จะให้สามีภริยารับผิดในหนี้ร่วมต่อกันตามมาตรา ๑๕๑๘ นั้น จะต้องรับผิดต่อเมื่อสามีหรือภริยาได้ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว หากฝ่ายที่ชำระหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้ไปเกินส่วนที่ตนได้สินสมรสไปเท่าใด ก็มีสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ให้ มิใช่ว่าเมื่อมีหนี้ร่วม หากสามีหรือภริยาฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสแล้ว ถ้ามีเหตุหย่าและจะต้องแบ่งสินสมรสกันแล้วจะต้องหักหนี้ร่วมออกจากสินสมรสให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก็บรักษาไว้เพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้วจึงจะแบ่งสินสมรสส่วนที่เหลือกันจำเลยจะขอหักหนี้ดังกล่าวออกเพื่อจำเลยจะนำไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ก่อนแล้ว จึงแบ่งสินสมรสกันไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2396/2517 นางลัดดา นวลเนตร์ โจทก์ จ่าสิบตำรวจเพิ่ม นวลเนตร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางลัดดา นวลเนตร์ · จำเลย - จ่าสิบตำรวจเพิ่ม นวลเนตร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล วัลยะเพ็ชร์ · ดวง ดีวาจิน · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสมหมาย มณีรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิศิษฏ์ เทศะบำรุง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4244/2539ฎีกา 1339/2499ฎีกา 523/2517ฎีกา 771/2508ฎีกา 1177/2492ฎีกา 614/2490ฎีกา 207/2518ฎีกา 458/2506ฎีกา 1476/2518ฎีกา 883/2502ฎีกา 2093/2532ฎีกา 850/2475ฎีกา 3778/2542ฎีกา 6896/2538ฎีกา 4145/2542ฎีกา 610/2545ฎีกา 1375/2508ฎีกา 7631/2552ฎีกา 9221/2544ฎีกา 1307/2503ฎีกา 1751/2523ฎีกา 524/2536ฎีกา 247/2541ฎีกา 2709/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา