⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 319/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกันรายหนึ่ง ไม่ทำให้ลูกหนี้ชั้นต้นหรือผู้ค้ำประกันรายอื่นหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือ เว้นแต่จะมีการปลดหนี้ให้โดยชัดแจ้ง.

ย่อคำพิพากษา

ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 5 บัญญัติให้หนี้เป็นอันระงับไปต่อเมื่อได้มีการชำระหนี้ มีการปลดหนี้ มีการหักกลบลบหนี้ มีการแปลงหนี้ใหม่หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้เพียงบางส่วนจาก บ. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์เฉพาะเท่าที่ปลดหนี้ให้ บ. เท่านั้น เมื่อการชำระหนี้นั้นยังไม่ครบจำนวน ทั้งไม่ปรากฏเหตุอื่นที่อาจทำให้หนี้ดังกล่าวทั้งหมดระงับสิ้นไป แต่ยังมีหนี้ที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระอีก การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจาก บ. เป็นเพียงโจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกัน เมื่อยังมีหนี้ส่วนที่เหลือ จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้จนครบจำนวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 685 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหลุดพ้นจากความรับผิดไปกับ บ. ด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเช่นเดียวกับ บ. เมื่อได้ความว่า ทั้งจำเลยที่ 2 และ บ. ต่างทำสัญญาค้ำประกันหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่มิได้ค้ำประกันร่วมกัน แต่ต้องรับผิดร่วมกันดังกล่าวไว้จึงต้องใช้หลักทั่วไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229, 293 และ 296 แม้โจทก์จะยอมรับการชำระหนี้และปลดหนี้ให้ บ. คงเป็นประโยชน์แก่โจทก์เพียงเท่าส่วนของ บ. ชำระให้โจทก์และที่ปลดไป ซึ่งทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ในส่วนที่ปลดไปได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือไม่ เมื่อได้ความว่า บ. ชำระหนี้ให้โจทก์ไปเพียง 4,050,000 บาท ยังไม่ครบตามภาระหนี้ที่จำเลยทั้งสองมีต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามจำนวนยอดหนี้ที่ค้างชำระในต้นเงิน ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,219,361.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,054,843.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 169,361.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่เหลือ 4,843.11 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 ตุลาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่ากับส่วนที่โจทก์ชนะคดี (ที่ถูก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 4,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราในแบบยื่นคำขอบริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจ/บัตรเครดิตกับโจทก์แบบไม่มีหลักประกัน โดยคำขอดังกล่าวลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ต่อมาโจทก์ได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำขอ และโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาโจทก์ขอให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมออกหนังสือค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ตกลงค้ำประกันสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันในวงเงินไม่เกิน 5,000,000 บาท และเพื่อเป็นการประกันหนี้กู้ยืมดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง 4,219,361.21 บาท วันที่ 23 มกราคม 2556 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมชำระหนี้แก่โจทก์ 4,050,000 บาท จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระต้นเงิน 4,843.11 บาท ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ 164,518.10 บาท รวมเป็นเงิน 169,361.21 บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ถือว่าโจทก์ปลดหนี้ให้กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้น และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 5 บัญญัติให้หนี้เป็นอันระงับไปต่อเมื่อได้มีการชำระหนี้ มีการปลดหนี้ มีการหักกลบลบหนี้ มีการแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้นั้น ๆ เกลื่อนกลืนกัน การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้เพียงบางส่วนจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์เฉพาะเท่าที่ปลดหนี้ให้เท่านั้น เมื่อการชำระหนี้นั้นยังไม่ครบจำนวน ทั้งไม่ปรากฏเหตุอื่นที่อาจทำให้หนี้ดังกล่าวทั้งหมดระงับสิ้นไป แต่ยังมีหนี้ที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระอีก การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เป็นเพียงโจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกัน เมื่อยังมีหนี้ส่วนที่เหลือ จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้อีกจนครบจำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 685 เช่นนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ฐานะลูกหนี้ชั้นต้นจึงไม่อาจหลุดพ้นจากความรับผิดไปกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมไปด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเช่นเดียวกับบรรษัทประกันสินเชื่อ อุตสาหกรรมขนาดย่อม เมื่อได้ความว่า ทั้งจำเลยที่ 2 และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมต่างได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้สินเชื่อดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ อันถือเป็นผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 682 วรรคสอง และเมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่มิได้ค้ำประกันร่วมกัน แต่ต้องรับผิดร่วมกันดังกล่าวไว้จึงต้องใช้หลักทั่วไป ตามมาตรา 229 มาตรา 293 และมาตรา 296 ด้วยเหตุนี้ แม้โจทก์จะยอมรับการชำระหนี้และปลดหนี้ให้กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม คงเป็นประโยชน์แก่โจทก์เพียงเท่าส่วนของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมชำระให้โจทก์และที่โจทก์ปลดไป ซึ่งไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ในส่วนที่ปลดไปได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือไม่ เมื่อได้ความว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมชำระหนี้ให้โจทก์ไปเพียง 4,050,000 บาท ยังไม่ครบตามภาระหนี้ที่จำเลยทั้งสองมีต่อโจทก์ ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามจำนวนยอดหนี้ที่ค้างชำระในต้นเงินและดอกเบี้ยและเบี้ยปรับมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561 ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทเฟอร์นิลักษณ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย) จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทเฟอร์นิลักษณ์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วาสนา หงส์เจริญ · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · น้ำเพชร ปานะถึก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายพฤฒวรรธ รินทร์ธราศรี · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำผบพ.163/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา