⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 860/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 860/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ค่ารายปีของทรัพย์สินที่ใช้ในการคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดิน หมายถึงจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่งๆ โดยให้ถือเอาค่าเช่าเป็นหลักในการคำนวณ หากทรัพย์สินนั้นไม่ได้ให้เช่า.

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 ให้ผู้รับประเมินชำระภาษีตามค่ารายปีของทรัพย์สิน ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าทรัพย์สินนั้นให้เช่า ก็ให้ถือเอาค่าเช่าเป็นหลักคำนวณค่ารายปีมิใช่จะต้องคำนวณค่ารายปีจากค่าเช่าที่เจ้าของโรงเรือนให้เช่าเท่านั้น โรงเรือนของโจทก์แบ่งเป็นห้องๆใช้ทำเป็นหอพักโดยได้รับค่าตอบแทนจากผู้มาพัก เป็นรายได้ที่แน่นอนการประเมินค่ารายปีจากรายได้นี้ จำเลยย่อมคิดค่าภาษีโดยวิธีคำนวณจากรายได้ที่โจทก์ได้รับเป็นเกณฑ์ เท่ากับที่สมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่งๆ ได้ โรงเรือนของโจทก์ใช้เป็นหอพักโดยได้รับค่าตอบแทนจากผู้มาพักแม้โจทก์จะอยู่อาศัยในหอพักด้วยก็ไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้รับยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน การติดตั้งเครื่องมิเตอร์ปั๊มน้ำและมิเตอร์ประปา กับเครื่องปั๊มลมและอื่น ๆ ในโรงเรือนของโจทก์ ก็เพื่อความสะดวกและเป็นเพียงบริการแก่ผู้มาพักเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าเจ้าของโรงเรือนติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องกระทำเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมตามความหมายของมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จึงไม่ได้รับลดหย่อนภาษีโรงเรือนและที่ดิน พระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ.2497 มาตรา 4 บัญญัติให้เทศบาลจัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีที่ดินในเขตเทศบาลเป็นของเทศบาลเอง และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 36 และมาตรา 39 บัญญัติให้มีเทศมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง มีหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาลดังนั้น อำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ซึ่งเดิมพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ.2475 มาตรา 25 ให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรจึงตกมาเป็นอำนาจและความรับผิดชอบของคณะเทศมนตรีอธิบดีกรมสรรพากรจึงไม่มีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอพิจารณาการประเมินค่าภาษีโรงเรือน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.8 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.10 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.13 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.25 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2475 ม.3 พระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ.2497 ม.4 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ม.36 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 4 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนโดยคำนวณค่ารายปีและภาษีที่จะต้องเสียไม่ถูกต้อง เพราะทรัพย์สินของโจทก์ทำเป็นหอพัก ไม่เหมือนกับการเช่าเคหะอย่างอื่น และได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่น้อยกว่าโรงเรือนข้างเคียงหรือราคาตลาด โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 5 เทศมนตรีทำการแทนนายกเทศมนตรีนครหลวงแจ้งว่า คณะเทศมนตรีของจำเลยที่ 1 ชี้ขาดว่า การประเมินภาษีของจำเลยที่ 4 ถูกต้องแล้ว โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีและคำวินิจฉัยชี้ขาดไม่ถูกต้องเพราะโรงเรือนของโจทก์เป็นหอพักไม่ได้ให้เช่า ทั้งได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเอง ไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือน หอพักของโจทก์เป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่ง ต้องลดค่ารายปีลงเหลือ 1 ใน 3 และจำเลยไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีใหม่ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 สิ้นสภาพนิติบุคคลแล้ว ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การว่า ไม่ต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัว และไม่ต้องรับผิดชอบในฐานะนายกเทศมนตรีนครหลวง เพราะพ้นจากตำแหน่งแล้ว จำเลยที่ 3, 4 และ 5 ให้การว่า โรงเรือนของโจทก์แบ่งเป็นห้อง ๆ ทำเป็นหอพัก คิดค่าเช่าห้องพักอย่างน้อยห้องละ 300 บาทต่อเดือน โจทก์จะได้ค่าเช่าอย่างน้อยเดือนละ 15,600 บาทต่อเดือน โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือน เจ้าหน้าที่เห็นว่าโรงเรือนพิพาทให้เช่าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท จึงประเมินค่ารายปี 48,000 บาท โจทก์ต้องเสียค่าภาษีโรงเรือน 6,000 บาท หอพักของโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นภาษีและถือไม่ได้ว่าเป็นอุตสาหกรรม จึงไม่ได้รับลดค่ารายปี จำเลยมีอำนาจเรียกเก็บภาษีและคณะเทศมนตรีมีอำนาจพิจารณาชี้ขาดคำร้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 ให้ผู้รับประเมินเสียภาษีตามค่ารายปีของทรัพย์สิน และมาตรานี้ระบุถึงค่ารายปีว่าหมายถึงจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าทรัพย์สินนั้นให้เช่าก็ให้ถือเอาค่าเช่าเป็นหลักคำนวณค่ารายปี มิใช่จะต้องคำนวณค่ารายปีจากค่าเช่าที่เจ้าของโรงเรือนให้เช่าเท่านั้น ถ้าทรัพย์สินใดไม่ได้ให้เช่าก็ให้ประเมินเป็นจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ เป็นค่ารายปี โรงเรือนของโจทก์แบ่งเป็นห้อง ๆ ใช้ทำเป็นหอพักโดยได้รับค่าตอบแทนจากผู้มาพัก ซึ่งเป็นรายได้แน่นอน โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน และการประเมินค่ารายปีจากรายได้นี้ ย่อมคิดค่าภาษีโดยคำนวณจากรายได้ที่โจทก์ได้รับเป็นเกณฑ์เท่ากับที่สมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ โรงเรือนของโจทก์ใช้ทำเป็นหอพักโดยได้รับค่าตอบแทนและบริการอย่างอื่นจากผู้มาพัก แม้โจทก์จะอาศัยในหอพัก โรงเรือนของโจทก์ก็ไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ได้ใช้เป็นหอพักได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเหมือนการใช้ประกอบกิจการอย่างอื่นด้วย โจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน และการที่โรงเรือนของโจทก์ได้ติดตั้งเครื่องมิเตอร์ปั๊มน้ำและมิเตอร์ประปา กับเครื่องปั๊มลมและอื่น ๆ ก็เพื่อความสะดวกของผู้มาพักและได้รับค่าตอบแทน จึงเป็นเพียงการบริการอย่างอื่นแก่ผู้มาพักเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องกระทำเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่างตามความหมายในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จึงไม่ได้รับลดหย่อนภาษีโรงเรือนและที่ดิน สำหรับปัญหาว่าคณะเทศมนตรีมีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอพิจารณาการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่หรือไม่นั้น พระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2497 มาตรา 4 บัญญัติว่า ภาษีโรงเรือนและที่ดินในเขตเทศบาลใดให้เทศบาลนั้นจัดเก็บเป็นรายได้ของเทศบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ประกอบกับพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 36 บัญญัติว่า ให้มีเทศมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง และมาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะเทศมนตรีควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาลตามกฎหมายดังนี้ จึงเห็นได้ว่าอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ว่าเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรนั้น ได้ตกมาเป็นอำนาจและความรับผิดชอบของคณะเทศมนตรีตามบทบัญญัติข้างต้น อธิบดีกรมสรรพากรจึงไม่มีอำนาจเพื่อการนี้ต่อไป พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 860/2520 นายแม้น ศรีรัฐ โจทก์ เทศบาลนครหลวง ที่ 1 นายวิญญู อังคณารักษ์ จำเลย ในฐานะนายกเทศมนตรีนครหลวง ที่ 2 กรุงเทพมหานคร ที่ 3 จำเลย นายศิริ เปรมปรีด์ ที่ 4 นายแสวง ศรีมาเสริม ที่ 5 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายแม้น ศรีรัฐ · จำเลย - เทศบาลนครหลวง ที่ 1 นายวิญญู อังคณารักษ์ · จำเลย - ในฐานะนายกเทศมนตรีนครหลวง ที่ 2 กรุงเทพมหานคร ที่ 3 · จำเลย - นายศิริ เปรมปรีด์ ที่ 4 นายแสวง ศรีมาเสริม ที่ 5
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ เลอลภ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5620/2536ฎีกา 2592/2529ฎีกา 3407/2534ฎีกา 4367/2541ฎีกา 5219/2534ฎีกา 109/2517ฎีกา 1698/2518ฎีกา 2289/2536ฎีกา 689/2550ฎีกา 4896/2538ฎีกา 2841/2553ฎีกา 3820/2534ฎีกา 5430/2557ฎีกา 941/2538ฎีกา 6708/2540ฎีกา 3332/2525ฎีกา 3818/2534ฎีกา 3616/2554ฎีกา 705/2531ฎีกา 3821/2534ฎีกา 1925/2546ฎีกา 4459/2536ฎีกา 5621/2536ฎีกา 1288/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา