⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 419/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22 ถือเป็นเงินภาษีอากรที่เกิดขึ้นพร้อมกับหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงถือเป็นการแจ้งคำสั่งประเมินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว

ย่อคำพิพากษา

ลูกหนี้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 5 เสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ออกคำสั่งให้ลูกหนี้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22 แต่ยังไม่ทันได้แจ้งให้ลูกหนี้ทราบคำสั่ง ลูกหนี้ก็ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีนี้เสียก่อน กรมสรรพากรผู้ร้องจึงมาขอรับชำระหนี้ ดังนี้ เงินที่ลูกหนี้จะต้องเสียอีกร้อยละ 20 แห่ง เงินภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22 ถือว่าเป็นเงินภาษีอากรและถือว่าได้เกิดขึ้นแล้วพร้อมกับหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อกรมสรรพากรผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลก็มีสิทธิได้รับชำระเงินเพิ่มด้วย แม้ว่าเจ้าพนักงานประเมินมิได้แจ้งการประเมินไปยังลูกหนี้ก็ตาม แต่มูลหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มได้เกิดขึ้นแล้วก่อนลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อกรมสรรพากรผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการแจ้งคำสั่งประเมินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว กรมสรรพากรผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้ค่าภาษีเงินได้ที่ค้างรวมทั้งเงินเพิ่มดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.20 ประมวลรัษฎากร ม.22 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.94

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย กรมสรรพากรเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระจากกองทรัพย์สินของจำเลยลูกหนี้ทั้งสองร่วมกันเป็นเงิน ๓๓,๑๘๐.๒๔ บาท (ที่ถูกคือ ๓๓,๑๘๖.๒๔ บาท) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดบรรดาเจ้าหนี้และลูกหนี้มาตรวจคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวน แล้วทำความเห็นส่งสำนวนต่อศาลชั้นต้นว่าในรอบบัญชี พ.ศ. ๒๕๑๒ ลูกหนี้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. ๕) ไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ประเมินภาษีใหม่เป็นเงิน ๒๗,๖๕๕.๒๐ บาท แต่ยังไม่ทันได้แจ้งให้ลูกหนี้ชำระภาษี ลูกหนี้ก็ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีนี้ ผู้ร้องยังไม่ได้รับชำระหนี้ ลูกหนี้ทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดในเงินค่าภาษีเงินได้จำนวนดังกล่าว ส่วนเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ ของเงินภาษีเป็นจำนวน ๕,๕๓๑.๔ บาทนั้น ลูกหนี้ทั้งสองยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้ร้องจึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๒๒ และ ๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กรมสรรพากรผู้ร้องได้รับชำระหนี้ค่าภาษีเงินได้ ที่ค้างชำระเป็นเงิน ๒๗,๖๕๕.๒๐ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมสรรพากรผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรมสรรพากรผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีได้ความว่าเมื่อลูกหนี้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. ๕ เสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ปรับปรุงกำไรสุทธิของลูกหนี้ใหม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ลูกหนี้มีกำไรสุทธิซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเงิน ๒๗,๖๕๕.๒๐ บาท และลูกหนี้ยังไม่ชำระต้องเสียภาษีเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ เป็นเงิน ๕,๕๓๑.๐๔ บาทรวมเป็นเงิน ๓๓,๑๘๖.๒๔ บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ออกคำสั่งที่ ต.๙/๑๐๔๙/๒/๐๐๒๒๘ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๑๗ ให้ลูกหนี้ทั้งสองเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มจำนวนดังกล่าว แต่ยังไม่ทันได้แจ้งให้ลูกหนี้ทราบคำสั่งนี้ ลูกหนี้ทั้งสองก็ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีเสียก่อน ผู้ร้องได้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้ร้องฎีกาว่าในกรณีเช่นนี้ลูกหนี้ทั้งสองนี้ ไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งภาษีอากรที่ต้องเสียตามความในมาตรา ๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร แต่ลูกหนี้ทั้งสองจะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ ๒๐ แห่งภาษีอากร ที่เพิ่มโดยผลของการประเมินตามมาตรา ๒๐ ดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒ แห่งประมวลรัษฎากร ศาลฎีกาเห็นว่าเงินที่ต้องเสียอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๒๒ นั้น ถือว่าเป็นเงินภาษีอากรและถือว่าได้เกิดขึ้นแล้วพร้อมกับหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อกรมสรรพากรผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลก็มีสิทธิได้รับชำระเงินเพิ่มด้วย แม้ว่าเจ้าพนักงานประเมินจึงมิได้แจ้งการประเมินไปยังลูกหนี้ก็ตาม แต่มูลหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มได้เกิดขึ้นก่อนลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อกรมสรรพากรผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการแจ้งคำสั่งประเมินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานประเมินมิได้แจ้งจำนวนเงินที่จะต้องชำระไปยังลูกหนี้ ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้กรมสรรพากรผู้ร้องได้รับชำระหนี้ค่าภาษีเงินได้ที่ค้างชำระ ๒๗,๖๕๕.๒๐ บาท และเงินเพิ่ม ๕,๕๓๑.๔๐ บาท จากกองทรัพย์สิน ของจำเลยลูกหนี้ทั้งสอง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2522 นายกมล ตันไพเราะห์ โจทก์ กรมสรรพากร ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.บุญวัฒน์ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกมล ตันไพเราะห์ · ผู้ร้อง - กรมสรรพากร · ล. - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.บุญวัฒน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ผสม จิตรชุ่ม · ยงยุทธ เลอลภ · มงคล วัลยะเพ็ชร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายฉลอง จันทรัฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ วราภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1506/2542ฎีกา 2165/2542ฎีกา 4642/2540ฎีกา 1252/2530ฎีกา 406/2508ฎีกา 8080/2538ฎีกา 865/2510ฎีกา 2634/2534ฎีกา 171/2521ฎีกา 374/2534ฎีกา 4851/2545ฎีกา 997/2510ฎีกา 4717/2536ฎีกา 1679/2551ฎีกา 1890/2537ฎีกา 3418/2553ฎีกา 3137/2523ฎีกา 2649/2522ฎีกา 6555/2542ฎีกา 784/2524ฎีกา 8853/2550ฎีกา 5303/2533ฎีกา 1282-1288/2502ฎีกา 6052/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา