⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2675/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างที่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานแล้ว ไม่ถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์

ย่อคำพิพากษา

นายจ้างขออนุญาตศาลแรงงานให้เลิกจ้างกรรมการลูกจ้างศาลแรงงานมีคำสั่งอนุญาต คดีถึงที่สุด แล้วต่อมาลูกจ้างร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ดังนี้ แม้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะมีคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ไม่มีผลบังคับเพราะไม่มีอำนาจวินิจฉัยได้ทั้งนี้เนื่องจากมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ ได้ให้อำนาจศาลแรงงานที่จะอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ ฉะนั้น เมื่อนายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างตามที่ศาลแรงงานอนุญาตแล้ว จึงหาเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมแต่อย่างใดไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.52 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.121 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.122 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.123 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.124

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางขออนุญาตเลิกจ้างลูกจ้างของโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง โดยอ้างว่า คนงานของโจทก์มีจำนวนมากกว่าปริมาณของงานโจทก์มีความจำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างเพื่อลดต้นทุนการผลิตศาลได้ทำการไต่สวนพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้ว ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างโดยให้จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคดีถึงที่สุดโดยไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ โจทก์ได้บอกเลิกจ้างและลูกจ้างมิได้โต้แย้งและได้รับเงินค่าชดเชยจากโจทก์ไปแล้ว ต่อมาลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กล่าวหาว่าโจทก์กระทำการอันไม่เป็นธรรมโดยเลิกจ้างเพราะเหตุที่ (๑) ลูกจ้างเป็นสมาชิกและเป็นกรรมการสหภาพฯ (๒) เป็นการเลิกจ้างในขณะที่ข้อตกลงและคำชี้ขาดของคณะกรรมการยังมีผลใช้บังคับอยู่ (๓) ฝ่าฝืนข้อตกลงร่วมกัน ขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดสั่งให้โจทก์รับกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหาย จำเลยทั้งหมดในฐานะที่เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้โจทก์รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าเดิมหรือมิฉะนั้นให้โจทก์จ่ายเงินค่าเสียหาย ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ภายใน ๑๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์เห็นว่าการพิจารณาวินิจฉัยและคำสั่งของจำเลยนั้นกระทำไปโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งว่าคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้นเสีย จำเลยให้การว่าคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชอบแล้วเพราะโจทก์เลิกจ้างลูกจ้างในระหว่างที่คำชี้ขาดของคณะผู้ชี้ขาดมีผลใช้บังคับอยู่ทั้งลูกจ้างมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารของสหภาพ เป็นกรรมการลูกจ้าง ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๒๓ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ การที่โจทก์อ้างเหตุในการเลิกจ้างว่าเป็นการปรับปรุงระบบงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต มิได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของลูกจ้างประการใด ส่วนการที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างนั้น เป็นแต่เพียงขั้นตอนที่พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้เพื่อมุ่งประสงค์ในการคุ้มครองการทำงานของคณะกรรมการลูกจ้างมิให้ถูกนายจ้างกลั่นแกล้งเพราะเหตุที่ปฏิบัติงานในฐานะลูกจ้างเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ลูกจ้างของโจทก์ได้รับความคุ้มครองของกฎหมายในฐานะกรรมการสหภาพแรงงาน จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯมาตรา ๕๒ บัญญัติอยู่ในหมวด ๕ ว่าด้วยคณะกรรมการลูกจ้าง เป็นบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิของกรรมการลูกจ้าง เพื่อมิให้นายจ้างกระทำการใด ๆ ที่บัญญัติไว้เป็นผลเสียหายแก่กรรมการลูกจ้าง แต่ก็มิใช่จะห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ ตามที่บัญญัตินั้นเสียทีเดียว หากนายจ้างจะกระทำแก่ลูกจ้างตามมาตรา ๕๒ จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน การที่นายจ้างจะขอให้ศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใดตามมาตรา ๕๒ นั้น นายจ้างจะอ้างเหตุใด ๆจะอยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม ศาลแรงงานก็มีอำนาจที่จะอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ ได้ตามมาตรา ๕๒ โดยคำนึงถึงเหตุผลโดยทั่วไปว่ามีเหตุสมควรที่จะให้นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใดตามมาตรา ๕๒ นั้น หรือไม่ ส่วนมาตรา ๑๒๓ บัญญัติไว้ในหมวด ๙ ว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรม เป็นบทบัญญัติไว้เฉพาะ ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลูกจ้างผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าวจะกระทำการตามข้อยกเว้น ถ้านายจ้างเห็นว่าบุคคลนั้นกระทำการตามข้อยกเว้นนายจ้างก็มีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาลแรงงาน หากบุคคลดังกล่าวเห็นว่าการที่นายจ้างเลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมก็มีสิทธิร้องให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดได้ แต่กรณีที่ศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ ตามมาตรา ๕๒ เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลแรงงานที่จะอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างไม่ว่ากรณีใด ๆ เมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ แก่กรรมการลูกจ้างตามที่ศาลแรงงานอนุญาตในมาตรา ๕๒ แล้วจึงไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๙ และมิใช่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๒๑, ๑๒๒ หรือ ๑๒๓ ลูกจ้างที่ถูกนายจ้างเลิกจ้างตามที่ศาลแรงงานอนุญาตในมาตรา ๕๒ ไม่อาจยื่นคำร้องกล่าวหานายจ้างต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๔ ได้ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดการที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานตามมาตรา ๕๒ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2524 บริษัทเรือขุดแร่สหพันธ์ จำกัด โจทก์ นายจำรูญ เจริญกุล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเรือขุดแร่สหพันธ์ จำกัด · จำเลย - นายจำรูญ เจริญกุล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย · ขจร หะวานนท์ · สมบูรณ์ บุญภินนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายสนิท นิติธรรมาศ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6947/2557ฎีกา 1596/2529ฎีกา 768/2533ฎีกา 8880-8886/2542ฎีกา 4688/2529ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 3943/2557ฎีกา 7420/2537ฎีกา 1392/2544ฎีกา 5924/2534ฎีกา 2431/2530ฎีกา 1332/2543ฎีกา 3555/2534ฎีกา 608/2550ฎีกา 2157/2543ฎีกา 1389/2544ฎีกา 8247/2568ฎีกา 1731/2534ฎีกา 3180/2530ฎีกา 1683/2535ฎีกา 8311/2559ฎีกา 8013/2538ฎีกา 785/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา