⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3557/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2524

ป.พ.พ. ม.1435, 1437, 1439

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การให้เงินหรือทรัพย์สินที่เรียกว่าสินสอดหรือของหมั้น จะมีผลตามกฎหมายก็ต่อเมื่อเป็นการให้โดยมีเจตนาจะสมรสตามกฎหมายเท่านั้น หากเพียงแต่ประกอบพิธีสมรสตามประเพณีโดยไม่มีเจตนาจดทะเบียนสมรส เงินหรือทรัพย์สินนั้นจึงไม่ถือเป็นสินสอดหรือของหมั้นตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ให้เงิน 20,000 บาท ซึ่งเรียกว่าสินสอดและให้แหวนเพชรกับสร้อยทองคำซึ่งเรียกว่าของหมั้นแก่จำเลยนั้นโจทก์หาได้ให้ในฐานะเป็นสินสอดและของหมั้นไม่เพราะสินสอดหรือของหมั้นนั้นต้องเป็นการให้โดยมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าทั้งสองฝ่ายเพียงแต่ประกอบพิธีสมรสตามประเพณี โดยไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสเพื่อให้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เงินและทรัพย์นั้น จึงหาได้ให้ในฐานะเป็นสินสอดและของหมั้นตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1437 ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1435 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1437 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1439

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1435 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1437 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1439 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ได้สู่ขอจำเลยที่ ๒ ต่อจำเลยที่ ๑ เพื่อให้สมรสกับโจทก์ที่ ๒ จำเลยทั้งสองตกลงและเรียกสินสอดทองหมั้น แล้วต่อมาในวันประกอบพิธีสมรส โจทก์ได้มอบเงินสินสอด ๒๐,๐๐๐ บาท และของหมั้นคือแหวน ลูกประคำคอทองคำและสร้อยข้อมือแก่จำเลยทั้งสอง หลังจากเสร็จพิธีสมรสตามประเพณีแล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่ยอมอยู่ร่วมกับโจทก์ที่ ๒ ฉันสามีภรรยา และไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ ๒ จึงขอให้จำเลยคืนเงินสินสอดกับทองของหมั้น จำเลยให้การว่า เมื่อเสร็จพิธีสมรสแล้ว จำเลยที่ ๒ ก็ได้อยู่กินกับโจทก์ที่ ๒ ฉันสามีภรรยากันนาน ๒ สัปดาห์ แล้วโจทก์ที่ ๒ ละทิ้งจำเลยที่ ๒ ไปเอง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า โจทก์ที่ ๒ กับจำเลยที่ ๒ ไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนสมรสกัน คงมีเจตนาเพียงแต่ทำพิธีสมรสกันตามประเพณีและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาเท่านั้น มิได้ถือเอาการจดทะเบียนเป็นสำคัญมาแต่แรก ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่ โจทก์จึงฟ้องเรียกสินสอดและทองหมั้นคืน พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่โจทก์ให้เงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเรียกว่าสินสอดและให้แหวนเพชรกับสร้อยทองคำ ซึ่งเรียกว่าของหมั้นแก่จำเลยนั้นโจทก์หาได้ให้ในฐานะเป็นสินสอดและของหมั้นไม่เพราะสินสอดหรือของหมั้นนั้นต้องเป็นการให้โดยมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าทั้งสองฝ่ายเพียงแต่ประกอบพิธีสมรสหาได้มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนสมรสเพื่อให้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไม่การประกอบพิธีดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายเหตุดังกล่าวเงินและทรัพย์ที่โจทก์อ้างว่ามอบให้แก่ฝ่ายหญิงจึงหาได้ให้ในฐานะสินสอดและของหมั้นตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ มาตรา ๑๔๓๗ ไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2524 นายนี สายฟ้า กับพวก โจทก์ นายอาบูบาก๊าด ศุภมาส กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายนี สายฟ้า กับพวก · จำเลย - นายอาบูบาก๊าด ศุภมาส กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เริ่ม ธรรมดุษฎี · ปรีชา สุมาวงศ์ · อำนวย อินทุภูติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายไพรัช วงศ์วัฒนะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1971/2517ฎีกา 70/2518ฎีกา 1336/2518ฎีกา 1507/2531ฎีกา 676/2487ฎีกา 994/2499ฎีกา 1305/2514ฎีกา 384/2494ฎีกา 1392/2542ฎีกา 1586/2494ฎีกา 3366/2525ฎีกา 914/2493ฎีกา 378/2483ฎีกา 3133/2530ฎีกา 449/2531ฎีกา 4684/2568ฎีกา 483/2533ฎีกา 71/2493ฎีกา 1298/2558ฎีกา 58/2497ฎีกา 1036/2524ฎีกา 2086/2518ฎีกา 3628/2526ฎีกา 592/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา