⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2211/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* รายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี ไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี * การนำรายจ่ายส่วนแบ่งกำไรไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี เป็นการอำพรางข้อเท็จจริง จึงไม่มีเหตุลดเงินเพิ่มให้

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มกับเสียเงินเพิ่มและโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเรื่องภาษีเพิ่มและเงินเพิ่มเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลทั้งเรื่องภาษีและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับเงินเพิ่ม โจทก์ทราบดีว่าเงินที่โจทก์แบ่งให้แก่ ก. เป็นผลกำไรของโจทก์ ทั้งประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (19) ก็บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่ารายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ การที่โจทก์นำรายจ่ายส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเป็นการอำพรางข้อเท็จจริง จึงไม่มีเหตุลดเงินเพิ่มให้โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.20 ประมวลรัษฎากร ม.22 ประมวลรัษฎากร ม.30

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าที่ควรเสีย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๑๘ ถึง ๒๕๒๐ จึงประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และเงินเพิ่มอีกรวมเป็นจำนวน ๓๙,๗๙๔,๙๔๑.๓๖ บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาแล้วให้ยกอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการมิชอบ จึงขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มตามฟ้องถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง โดยนำรายจ่ายค่าส่วนแบ่งผลกำไรซึ่งโจทก์จ่ายให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรม มารวมเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๙) จึงต้องเสียภาษีเพิ่มและเงินเพิ่มตามที่จำเลยประเมิน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๒๒ ตามแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงหนึ่งในสาม จำเลยฎีกาว่า ศาลไม่มีอำนาจลดเงินเพิ่ม และไม่สมควรลดเงินเพิ่มให้โจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่าศาลไม่มีอำนาจลดเงินเพิ่ม กับไม่สมควรลดเงินเพิ่มให้โจทก์นั้น สำหรับเรื่องอำนาจศาล ศาลฎีกาเห็นว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มกับเสียเงินเพิ่มและโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเรื่องภาษีเพิ่มและเงินเพิ่ม เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ และโจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลทั้งเรื่องภาษีและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๐(๒) ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับเงินเพิ่ม ส่วนเรื่องการลดเงินเพิ่ม หม่อมราชวงศ์ปิติศิริ เกษมสันต์ พยานโจทก์ เบิกความว่า ตัวเลขที่จำเลยนำมาประเมินภาษีได้มาจากบัญชีของโจทก์ และการเรียกเงินเพิ่มในอัตราเท่ากับผู้เลี่ยงภาษีที่ไม่นำรายได้มาลงบัญชีไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ซึ่งนายผจญ โสตถิพัฒนพงศ์ พยานจำเลย เบิกความว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบภาษีของโจทก์ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ถึงปี ๒๕๒๐ โดยตรวจจากแบบยื่นรายการภาษีเงินได้และงบดุลที่โจทก์ยื่นไว้ ปรากฏว่าโจทก์นำรายจ่ายที่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๙) ไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ จึงได้ขอออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนจากนั้นได้ปรับปรุงรายได้ของโจทก์ใหม่แล้วแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบตามเอกสารหมาย ล.๙ ถึง ล.๑๑ ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๖ ข้อ ๘ มีใจความว่า โจทก์ยอมแบ่งกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการผลิตและจำหน่ายสุราให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผลกำไรของโจทก์ ทั้งประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี(๑๙) ก็บัญญัติไว้ชัดแจ้งความว่า รายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ การที่โจทก์นำรายจ่ายส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี จึงเป็นการอำพรางข้อเท็จจริง ทั้งการที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยที่ ๑ ทำการตรวจสอบและไต่สวนพบว่า รายการภาษีเงินได้ที่โจทก์ยื่นไว้ไม่ถูกต้อง แล้วประเมินให้โจทก์รับผิดเสียเงินอีกร้อยละ ๒๐ แห่งเงินภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นก็เป็นการชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา ๒๐ และ ๒๒ จึงไม่สมควรลดเงินเพิ่มให้โจทก์ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2211/2525 บริษัทสุรามหาคุณ จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทสุรามหาคุณ จำกัด · จำเลย - กรมสรรพากร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาจ ปัญญาดิลก · สุไพศาล วิบุลศิลป์ · ไพศาล สว่างเนตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสำราญ ศรีประสาธน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายกิติ บูรพรรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1307-1308/2531ฎีกา 5157/2537ฎีกา 5607/2550ฎีกา 10135/2539ฎีกา 8273/2551ฎีกา 577/2508ฎีกา 2439/2531ฎีกา 2165/2542ฎีกา 4604/2533ฎีกา 3801/2534ฎีกา 406/2508ฎีกา 42/2518ฎีกา 2653/2541ฎีกา 171/2521ฎีกา 4708/2542ฎีกา 2227/2534ฎีกา 350/2531ฎีกา 4717/2536ฎีกา 2230/2544ฎีกา 888/2519ฎีกา 3418/2553ฎีกา 85/2529ฎีกา 3137/2523ฎีกา 894/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา