⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1252/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1252/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีการตักเตือนเป็นหนังสือก่อน ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หากการกระทำผิดของลูกจ้างนั้นมิใช่ความผิดร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด.

ย่อคำพิพากษา

หนังสือของโจทก์ผู้ให้สัญญาแต่ฝ่ายเดียวเพื่อรับทราบการลงโทษและทำทัณฑ์บนไว้ต่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง เนื่องในการที่โจทก์ขับรถประมาทเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุและเกิดความเสียหายแก่จำเลย ถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นหนังสือตักเตือนของจำเลย การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่ออีกซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัย แต่ตามข้อบังคับของจำเลยมิได้ถือว่าเป็นความเสียหายร้ายแรง จำเลยจึงจะเลิกจ้างโจทก์และไม่จ่ายค่าชดเชย โดยมิได้มีการตักเตือนเป็นหนังสือก่อน หาได้ไม่ ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 90 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย จึงเท่ากับได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วว่าโจทก์ได้ทำงานติดต่อกันถึงวันเลิกจ้างครบ 1 ปีฉะนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์ว่าอายุการทำงานของโจทก์ถึงวันเลิกจ้างไม่ครบ 1 ปีจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.47 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๒๔ จำเลยสั่งพักงานโจทก์เพื่อสอบสวนกรณีรถโดยสารที่โจทก์ขับถูกชนได้รับความเสียหาย และต่อมาวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๔ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เคยกระทำผิดและถูกลงโทษภาคทัณฑ์มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อโจทก์กระทำผิดโดยขับรถประมาทเป็นเหตุให้รถเกิดเหตุชนกันขึ้นในครั้งหลังนี้อีก ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายร้ายแรง จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์และถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อในเหตุที่เกิดขึ้นครั้งหลังนี้ทั้ง ๆ ที่โจทก์เคยถูกลงโทษภาคทัณฑ์มาแล้ว การกระทำของโจทก์เป็นการขัดคำสั่งของนายจ้าง และเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของงานให้ลุล่วงไปโดยถูกต้อง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์และถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม แต่การกระทำผิดของโจทก์ไม่ถึงกับทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๒๔ ให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการกระทำของโจทก์เป็นลักษณะที่มีความผิดทางอาญาถือว่าเป็นความร้ายแรงตามข้อ ๔๗(๑) แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การจึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้ออุทธรณ์อีกข้อหนึ่งของจำเลยที่ว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อในหน้าที่เท่ากับว่าฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและโจทก์เคยถูกภาคทัณฑ์มาก่อน เท่ากับจำเลยได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว เข้าข้อยกเว้นตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ เห็นว่า การภาคทัณฑ์หรือการทำทัณฑ์บนกรณีที่โจทก์เคยขับรถประมาทเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุและเกิดความเสียหายแก่จำเลย ตามเอกสารที่จำเลยอ้างนั้น เป็นเพียงหนังสือของโจทก์ผู้ให้สัญญาแต่ฝ่ายเดียวเพื่อรับทราบการลงโทษ และการทำทัณฑ์บนเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นหนังสือตักเตือนของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะทำผิดวินัยตามข้อบังคับของจำเลย แต่ข้อบังคับดังกล่าวมิได้ถือว่าเป็นความเสียหายถึงร้ายแรง ฉะนั้นเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ตักเตือนเป็นหนังสือก่อน จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗(๓) ที่จะเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า อายุการทำงานของโจทก์ถึงวันเลิกจ้างไม่ครบ ๑ ปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย ๓๐ วันมิใช่ ๙๐ วัน นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ๙๐ วัน ของค่าจ้างอัตราสุดท้าย จึงเท่ากับได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วว่าโจทก์ได้ทำงานติดต่อกันจนถึงวันเลิกจ้างครบ ๑ ปี ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๙๐ วัน ฉะนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าอายุการทำงานของโจทก์ถึงวันเลิกจ้างไม่ครบ ๑ ปี จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1252/2526 นายเสน่ห์ ดวงทอง โดย นาย ประเทือง ยะคะเสม ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเสน่ห์ ดวงทอง โดย นาย ประเทือง ยะคะเสม ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุสิต วราโห · ขจร หะวานนท์ · สุรัช รัตนอุดม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2029/2523ฎีกา 2924/2535ฎีกา 510/2540ฎีกา 5105/2541ฎีกา 682/2525ฎีกา 1473/2525ฎีกา 5204/2550ฎีกา 898/2548ฎีกา 2621/2538ฎีกา 2321/2540ฎีกา 4121/2543ฎีกา 6284/2538ฎีกา 1895/2529ฎีกา 28/2535ฎีกา 1711-1715/2529ฎีกา 7213/2546ฎีกา 6228/2559ฎีกา 2771/2530ฎีกา 2512/2544ฎีกา 3495/2526ฎีกา 7038/2544ฎีกา 1436/2527ฎีกา 673/2526ฎีกา 9548-9570/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา