คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2604/2526
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำจะถึงขั้นพยายามกระทำความผิดได้ ต้องมีการลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นยังไม่บรรลุผล
ย่อคำพิพากษา
จำเลยไม่พอใจหาว่าผู้เสียหายเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันฟุตบอลไม่ยุติธรรม จึงกลับไปบ้านนำเอาอาวุธปืนสั้นมีกระสุนบรรจุอยู่แล้วขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดในสนามฟุตบอลห่างผู้เสียหายประมาณสามเมตร จำเลยหยิบปืนจากใต้เบาะรถจักรยานยนต์เดินเข้าไปหาผู้เสียหายอาวุธปืนยังอยู่ในซองปืน แม้จำเลยถืออาวุธปืนโดยปากกระบอกปืนชี้มาทางผู้เสียหาย แต่ก็ไม่ได้จ้องปืนมาทางผู้เสียหาย ผู้เสียหายเข้าแย่งอาวุธปืนเสียก่อน การกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิด จำเลยไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนสั้นจำนวน 1 กระบอกพร้อมกระสุนปืน 6 นัดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนไปที่สนามของโรงเรียนบ้านถิ่นวิทยาคารโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นอาวุธจะยิงนายอารักษ์โดยเจตนาฆ่า ขณะที่จำเลยกำลังเหนี่ยวไกปืน นายอารักษ์เข้าขัดขวาง และมีผู้แย่งเอาอาวุธปืนนั้นไป จำเลยจึงไม่สามารถยิงนายอารักษ์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371, 91พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ
จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีอาวุธปืนและพาไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจริงแต่ไม่มีเครื่องกระสุนปืน และปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่า
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ยกฟ้องข้อหาฐานพยายามฆ่า
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าด้วย
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 อีกกระทงหนึ่ง
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ในวันเกิดเหตุมีการแข่งขันฟุตบอล จำเลยเป็นหัวหน้าทีมและผู้เล่นทีมบ้านโปร่งสี เล่นกันรุนแรง ผู้เสียหายซึ่งเป็นกรรมการตัดสินสั่งยุติการแข่งขัน จำเลยไม่พอใจและกลับบ้านนำเอาอาวุธปืนมีกระสุนบรรจุอยู่ของบิดาจำเลยแล้วขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในสนามฟุตบอลซึ่งขณะนั้นมีการแข่งขันฟุตบอลคู่ที่สอง จำเลยจอดรถจักรยานยนต์ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 3 เมตร แล้วจำเลยลงจากรถหยิบอาวุธปืนนั้นจากใต้เบาะรถเข้าไปหาผู้เสียหาย ผู้เสียหายคว้าที่ลูกโม่ปืนแล้วล็อกคอจำเลยไว้ ต่อมามีบุคคลอื่นเข้าแบ่งอาวุธปืนไป เมื่อตอนจำเลยลงจากรถหยิบปืนจากใต้เบาะรถเดินมาหาผู้เสียหาย ปืนสั้นขนาด .38 อยู่ในซองปืน พอจำเลยขยับปืนจะเอาออกจากซองพอเห็นลูกโม่ผู้เสียหายก็คว้าที่ลูกโม่ปืน อีกมือล็อกคอจำเลยไว้ ดันปืนหนีจากทางตัวผู้เสียหายไปทางขวามือจำเลย ปากกระบอกปืนชูขึ้นลงราว 1 นาทีก็มีผู้อื่นมาแบ่งปืนจำเลยไปขณะมือผู้เสียหายกำปืนอยู่ก่อนผู้เสียหายจะเข้าแย่งปืนจำเลยถือโดยปากกระบอกปืนชี้มาทางผู้เสียหาย ขณะผู้เสียหายดันปืนออกจำเลยจะดันปืนมาทางผู้เสียหาย และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า อาวุธปืนยังอยู่ในซองหนัง แม้จำเลยถืออาวุธปืนโดยปากกระบอกปืนชี้มาทางผู้เสียหายแต่ก็ไม่ได้จ้องปืนมาทางผู้เสียหาย ผู้เสียหายเข้าแย่งอาวุธปืนเสียก่อน การกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิด จำเลยไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2604/2526
พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์
นายสมคิด ถาปะนา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ · จำเลย - นายสมคิด ถาปะนา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิพัฒน์ จักรางกูร · ทวี กสิยพงศ์ · ดุสิต วราโห |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา