⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 739/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 739/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การด่าทอที่เกิดขึ้นเป็นปกติวิสัยระหว่างสามีภริยา โดยมีสาเหตุจากความหึงหวงและเป็นไปตามสภาพแวดล้อมและอุปนิสัยของคู่กรณี ไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยทะเลาะกันเกือบทุกวัน เพราะจำเลยหึงหวงโจทก์เข้าใจว่าโจทก์ซึ่งเป็นภริยามีชู้ เมื่อโจทก์จำเลยด่าทอกันเป็นปกติวิสัยตลอดจนสิ่งแวดล้อมและอุปนิสัยของโจทก์จำเลย โจทก์จะเอาข้อความที่จำเลยกล่าวในการด่าทอหลังกลับจากไปเที่ยวที่บางแสนโดยมีชายอื่นไปด้วยที่ว่า 'โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงมันดอกทอง' มาเป็นข้ออ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง เพื่อเป็นเหตุฟ้องหย่าหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1516

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าภายใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้บุตรทั้งสามอยู่ในความปกครองของโจทก์ ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรจะสำเร็จการศึกษา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลแพ่งไม่มีอำนาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ที่ขอเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และที่ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ในข้อหานี้โจทก์จะต้องฟ้องต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะฟ้องที่ขอเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์และที่ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยก่อน ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์จำเลยมีอุปนิสัยไม่ลดราวาศอกต่อกันด่าว่ากันเป็นนิจศีลที่จำเลยด่าว่า "โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงจึงเหี้ย มึงมันดอกทอง" นั้น โจทก์จำเลยต่างด่าว่ากันโดยสมัครใจ และโจทก์ก็ด่าจำเลยเช่นเดียวกัน มิได้มุ่งจงใจถึงบุพการีของฝ่ายใด การกระทำของจำเลย จึงมิได้เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์ และมิได้ผิดทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤตินั้น ปรากฏว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน แล้วโจทก์ถอนฟ้องในคดีดังกล่าวจำเลยทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติไว้มีข้อความว่า "จำเลยจะเป็นสามีที่ดีของโจทก์ต่อไป ไม่ด่าว่าบุพการีของโจทก์และจะไม่ทำร้ายโจทก์อีกต่อไป" ข้อความทัณฑ์บนดังกล่าวอาจแยกได้ว่าจำเลยทำทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติของตนไว้ 2 ประการ คือจะไม่หมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์และจะไม่ทำร้ายโจทก์ ซึ่งเป็นข้อขยายความของประโยคที่ว่า "จำเลยจะเป็นสามีที่ดีของโจทก์" ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำด่าของจำเลยที่ว่า "โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงมันดอกทอง" เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516(3) ที่ได้ตรวจชำระใหม่อันเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ จะต้องพิจารณาถึงสภาพความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมของโจทก์จำเลยด้วย คดีได้ความจากคำเด็กหญิงจัญจุราและนางสาวสุขัญญา พยานโจทก์ซึ่งเป็นบุตรโจทก์กับจำเลยว่าโจทก์จำเลยทะเลาะกันเกือบทุกวันเพราะจำเลยหึงหวงโจทก์ เข้าใจว่าโจทก์มีชู้ ต่างด่าว่าซึ่งกันและกัน ก่อนจะไปเที่ยวบางแสนในวันที่ 12 เมษายน 2524 จำเลยได้ต่อว่าโจทก์ว่าโจทก์จะไปเที่ยวกับชายอื่น จำเลยไม่อยากไปด้วย แต่ในที่สุดจำเลยก็ยอมไป นางจำลอง สุขสมนาวุฒิ พยานจำเลยซึ่งเคยอยู่ที่บ้านเดียวกับโจทก์จำเลยเบิกความว่าโจทก์จำเลยมีเรื่องทะเลาะกันเกี่ยวกับโจทก์ชอบไปเที่ยวนอกบ้านในวันหยุดงาน เมื่อทะเลาะกันก็ต่างด่าซึ่งกันและกัน ดังนั้นที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยเคยห้ามโจทก์ไม่ให้ออกไปเที่ยว โจทก์ไม่พอใจเกิดทะเลาะกันจนถึงขนาดโจทก์ด่าจำเลยว่า "มึงทำไมไม่ตามไปเอาหน้าปิดหีกูล่ะ" จึงน่าเชื่อในการไปเที่ยวที่บางแสนเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2524 นั้น ปรากฏว่ามีชายอื่นไปด้วย ไม่ได้ไปตามลำพังกันเองเฉพาะบุคคลในครอบครัวโจทก์จำเลยก่อนจะไปจำเลยก่อนจะไปจำเลยก็ไม่พอใจอยู่แล้วจะเห็นได้จากคำเด็กหญิงจัญจุราพยานโจทก์ว่าจำเลยต่อว่าโจทก์จะไปเที่ยวกับชายอื่น จำเลยไม่อยากไปด้วย แต่ในที่สุดก็ยอมไปดังนั้นที่โจทก์เบิกความว่าเมื่อกลับจากไปเที่ยวที่บางแสนแล้วจำเลยด่าโจทก์ว่า "โคตรแม่มึงไม่สั่งสอนมึงมันดอกทอง"โดยโจทก์ไม่ทราบสาเหตุที่ด่านั้น ศาลฎีกาไม่เชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบสาเหตุที่ด่าเชื่อว่าโจทก์ปิดบังข้อเท็จจริงอันเป็นสาเหตุที่จำเลยด่าด้วยถ้อยคำดังกล่าวไว้จำเลยนำสืบว่าโจทก์จำเลยทะเลาะกันต่างบิดามารดาของอีกฝ่าย เมื่อได้พิเคราะห์ถึงเรื่องโจทก์จำเลยด่าทอกันเป็นปกติวิสัยตลอดจนสิ่งแวดล้อมและอุปนิสัยของโจทก์จำเลยแล้ว ศาลฎีกาเชื่อว่า เมื่อกลับจากไปเที่ยวที่บางแสนแล้วโจทก์จำเลยได้มีปากเสียงกันก่อนจนกระทั่งถึงขั้นด่าทอกันเนื่องจากเกิดโทสะจริตวู่วามขึ้นมาทั้งสองฝ่าย ดังนั้น โจทก์จะเอาข้อความที่จำเลยกล่าวในการด่าทอกันว่า "โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงมันดอกทอง"มาเป็นข้ออ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงเพื่อเป็นเหตุฟ้องหย่าหาได้ไม่ จำเลยทำทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติไว้สองประการคือจะไม่ดูหมิ่นบุพการีของโจทก์และจะไม่ทำร้ายโจทก์ เมื่อกระทำของจำเลยในการด่าทอดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์ ทั้งเรื่องการทำร้ายโจทก์ โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำฟ้องว่าจำเลยผิดทัณฑ์บนในเรื่องทำร้ายโจทก์ด้วย ดังนั้นคดีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติ จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากันได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากันนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นตลอดจนฎีกาของโจทก์ที่ฎีกาว่า ศาลแพ่ง (ศาลชั้นต้นคดีนี้) มีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่ขอให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์และที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์ด้วย" พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 739/2528 นางจิตรา สุขสมนาวุฒิ โจทก์ นายสำราญ สุขสมนาวุฒิ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจิตรา สุขสมนาวุฒิ · จำเลย - นายสำราญ สุขสมนาวุฒิ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญส่ง คล้ายแก้ว · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ปรานอม มหรรณพ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4959/2552ฎีกา 2232/2535ฎีกา 1771/2540ฎีกา 4480/2553ฎีกา 1303/2568ฎีกา 2506/2523ฎีกา 1648/2524ฎีกา 11702/2555ฎีกา 2561/2536ฎีกา 7229/2537ฎีกา 1335/2533ฎีกา 1762/2542ฎีกา 735/2535ฎีกา 6516/2552ฎีกา 3741/2526ฎีกา 3596/2546ฎีกา 2851/2551ฎีกา 3563/2548ฎีกา 1094/2539ฎีกา 3520/2536ฎีกา 2561/2561ฎีกา 1568/2524ฎีกา 4402/2539ฎีกา 5983/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา