⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5615/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5615/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง สามารถกระทำได้โดยออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องออกพระราชกฤษฎีกา และการกำหนดค่าทดแทนให้พิจารณาตามวันที่กฎหมายที่ใช้บังคับ

ย่อคำพิพากษา

วิธีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติทางหลวงพุทธศักราช 2482 หรือประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับ 295 มีวิธีปฏิบัติอย่างเดียวกัน คืออาจกระทำโดยออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาก็ได้ดังนั้น เงินค่าทดแทนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ข้อ 76 (3) ที่ให้ถือเอาวันที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ใช้บังคับนั้น จึงต้องหมายถึงกรณีที่มิได้มีการออกพระราชกฤษฎีกา แต่ถ้ามีการออกพระราชกฤษฎีกาก่อนที่จะออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เงินค่าทดแทนที่ให้กำหนดเท่าราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด ก็จะต้องเอาราคาในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับตามข้อ 76 (1) หรือ (2)แล้วแต่กรณี ทำนองเดียวกันกับเรื่องทรัพย์สินที่จะคำนวณค่าทดแทนตามข้อ 75.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ม.63 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ม.70 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ม.75 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ม.76 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ม.78 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2482 ม.41 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2482 ม.56

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงเพื่อที่จะสร้างทางหลวงสาย ธนบุรี - ปากท่อ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๘ ที่ดินของโจทก์บางส่วนอยู่ในเขตที่จะสร้างทางหลวงสายนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๕ เวนคืนที่ดินที่ใช้เป็นทางหลวงสายธนบุรี - ปากท่อ ที่ดินของโจทก์เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๙๙ ๖/๑๐ ตารางวาถูกเวนคืน จำเลยยอมจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์ไร่ละ ๑๐๘,๐๐๐ บาท แต่โจทก์เห็นว่าไม่ใช่ราคาทรัพย์สินตามธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด ที่ดินของโจทก์มีราคาซื้อขายกันในท้องตลาดไร่ละ ๒๐,๐๐๐ บาท โจทก์ยอมรับค่าทดแทนโดยสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกร้องค่าทดแทนเพิ่มอีกไร่ละ ๙๒,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๑,๑๒๖,๗๕๐ บาท ที่ดินที่ถูกเวนคืนปลูกต้นจากไว้ โจทก์จึงขอค่าทดแทนสำหรับพืชผล เป็นเงิน ๘๘๒,๐๐๐ บาท และค่าทดแทนสำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือมีราคาน้อยลงเป็นเงิน ๒,๘๕๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าทดแทนโดยไม่มีเงื่อนไข ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนไม่มีต้นจาก ราคาที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือมิได้ลดลง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน ๑,๑๒๖,๗๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรจะได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยเสียก่อนในปัญหาเรื่องค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษสายธนบุรี - ปากท่อ ซึ่งศาลล่างวินิจฉัยต่างกันมา กล่าวคือ ศาลชั้นต้นเห็นว่าราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๕ ข้อ ๗๖ จะต้องถือเอาราคาในวันที่ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวง คือวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๘ ราคาไร่ละ ๑๐๘,๐๐๐ บาท ส่วนศาลอุทธรณ์เห็นว่าจะต้องถือเอาราคาในวันประกาศใช้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๕ คือวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๕ ราคาไร่ละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ปัญหาที่ศาลล่างวินิจฉัยต่างกันมานี้ เห็นว่าวิธีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะกระทำโดยพระราชบัญญัติทางหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๕๖ หรือโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๕ เรื่องทางหลวง ข้อ ๖๓ ข้อ ๗๐ และข้อ ๗๘ มีวิธีปฏิบัติอย่างเดียวกันคือ จะต้องกระทำโดยออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แต่ก่อนที่จะออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ทางราชการอาจจะออกหรือตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ดินที่จะเวนคืนไว้ก่อนก็ได้ และเมื่อทำการสำรวจแล้วยังไม่พร้อมจะออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ก็อาจจะออกหรือตราพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างไว้ก่อนก็ได้ จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า การเวนคืนอาจกระทำโดยการออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ต้องมีการออกพระราชกฤษฎีกาก็ได้ ดังนั้น เงินค่าทดแทนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๕ ข้อ ๗๖ (๓) ที่ให้ถือเอาวันที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ใช้บังคับนั้น จึงต้องหมายถึงกรณีที่มิได้มีการออกพระราชกฤษฎีกา แต่ถ้ามีการออกพระราชกฤษฎีกาก่อนที่จะออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เงินค่าทดแทนที่ให้กำหนดเท่าราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด ก็จะต้องถือเอาราคาในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ ตามข้อ ๗๖ (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี ทำนองเดียวกันกับเรื่องทรัพย์สินที่จะคำนวณค่าทดแทนตามข้อ ๗๕ ดังนั้นราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดจะต้องถือเอาราคาในวันประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวง คือวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๘ ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย มิใช่วันประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๕ คือวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๕ เรื่องค่าทดแทนพืชผลนั้นฟังข้อเท็จจริงว่าไม่มีต้นจากและฟังไม่ได้ว่าที่ดินที่เหลือมีราคาลดน้อยถอยลง พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5615/2530 นายเตรียม เลาหมนตรี โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเตรียม เลาหมนตรี · จำเลย - กรมทางหลวง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูเชิด รักตะบุตร์ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · สง่า ศิลปประสิทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเธียร ยูงทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายเสียง ตรีวิมล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2683/2536ฎีกา 5162/2545ฎีกา 2733/2537ฎีกา 7366/2537ฎีกา 1982/2541ฎีกา 1985/2535ฎีกา 786/2537ฎีกา 3897/2536ฎีกา 6952/2537ฎีกา 2518/2537ฎีกา 3114-3119/2531ฎีกา 5993/2534ฎีกา 5164/2537ฎีกา 459/2534ฎีกา 4577/2539ฎีกา 5474/2537ฎีกา 3782/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา