คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับชำระหนี้โดยสำคัญผิดว่ามีหนี้อยู่ เมื่อภายหลังปรากฏว่าไม่มีหนี้จริง ถือว่าเป็นการรับชำระหนี้ที่ไม่มีมูลหนี้ และสิทธิเรียกร้องขอคืนทรัพย์สินฐานลาภมิควรได้จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้รับชำระหนี้ได้รู้ความจริงว่าตนได้ชำระหนี้ไปโดยปราศจากมูลหนี้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จ่ายเงินค่าเสียหายให้แก่จำเลยด้วยความสำคัญผิดว่า อ. ผู้ขับขี่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเป็นฝ่ายประมาท ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่า อ. มิใช่ผู้ประมาท ดังนี้ที่จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ จึงเป็นการรับชำระหนี้ที่ไม่มีมูลหนี้ที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย เมื่อได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าวให้คู่ความฟังในวันใดถือว่าโจทก์รู้ความจริงที่ได้ชำระหนี้แก่จำเลยโดยปราศจากมูลหนี้ในวันนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้จึงเริ่มต้นนับในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดียังไม่พ้นกำหนด 1 ปี จึงไม่ขาดอายุความ.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๙น-๑๗๖๐ นายอุ่นขับรถยนต์คันดังกล่าวไปชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียนกท.ห-๐๐๑๒ ซึ่งจำเลยรับประกันภัยไว้ พนักงานสอบสวนเห็นว่าเป็นความประมาทของนายอุ่น โจทก์จึงยอมจ่ายเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย ภายหลังศาลฎีกาได้พิพากษาในคดีแพ่งว่านายอุ่นมิใช่ผู้ประมาท การที่จำเลยรับเงินค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าเสียหายของรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท.ห-๐๐๑๒ ไปจากโจทก์ จึงปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ขอให้จำเลยคืนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท รวมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า ค่าเสียหายนั้นโจทก์ได้ใช้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง อายุความที่โจทก์จะบังคับจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า โจทก์ได้จ่ายเงินเป็นค่าเสียหายตามเอกสารหมาย จ.๑ จำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยด้วยความสำคัญผิดว่า นายอุ่นผู้ขับขี่รถยนต์หมายเลขทะเบียนที่ ๙น-๑๗๖๐กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นฝ่ายขับรถยนต์ไปชนรถยนต์หมายเลขทะเบียนที่ กท.ห-๐๐๑๒ ซึ่งจำเลยรับประกันภัยไว้โดยความประมาท ต่อมาภายหลังในต้นเดือนตุลาคม ๒๕๒๑ นายทองดี กันตะศรี ได้เป็นโจทก์ฟ้องนายวุฒิชัย ชัยวัฒน์ กับพวกเป็นจำเลยและโจทก์เป็นจำเลยร่วมเรียกค่าเสียหายในมูลเหตุละเมิดเดียวกันและศาลฎีกาพิพากษาว่า นายอุ่นมิใช่ผู้ประมาทดังนั้น ที่จำเลยรับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ไปจากโจทก์ จึงรับชำระหนี้ที่ไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะอ้างได้ตามกฎหมาย มีปัญหาที่จะวินิจฉัยในชั้นฎีกาเพียงว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๒๘๘/๒๕๒๕ ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายทองดี กันตะศรี เป็นโจทก์ฟ้องนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายอุ่นมิได้ประมาท แม้คดีนั้นจำเลยจะมิได้เป็นคู่ความ แต่จำเลยก็มิได้ให้การปฏิเสธและมิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่นในคดีนี้ จึงฟังได้ว่านายอุ่นมิได้ประมาท เมื่อศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าวให้คู่ความฟังในวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๒๖ ถือว่าโจทก์เพิ่งรู้ความจริงที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยโดยปราศจากมูลหนี้ในวันนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้จึงเริ่มต้นนับในวันดังกล่าว มิใช่เริ่มนับดังที่จำเลยฎีกา โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๗ จึงยังไม่พ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2531
บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด โจทก์
บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด · จำเลย - บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ประเสริฐ บุญศรี · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสุเทพ เจตนาการณ์กุล · ศาลอุทธรณ์ - นายเสียง ตรีวิมล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา