⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6682/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6682/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดจากโทสะจริตเนื่องจากถูกบีบคั้นอย่างรุนแรงจากอีกฝ่าย และเป็นการด่าว่ากันเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่การประจาน หรือเกิดจากความประพฤติเป็นปกติวิสัย ยังไม่ถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ คำหยาบคายที่ใช้ในการทะเลาะโต้แย้งกัน ไม่ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ย่อคำพิพากษา

จำเลยด่าว่าโจทก์ไปโดยโทสะจริตเนื่องจากถูกบีบคั้นอย่างรุนแรงซึ่งโจทก์เป็นผู้ก่อ และมุ่งด่าว่าโจทก์เป็นส่วนตัวและเฉพาะตัว มิใช่เป็นการด่าประจาน ทั้งเป็นกรณีโจทก์จำเลยทะเลาะโต้แย้งด่าว่ากัน มิใช่เกิดจากความประพฤติเป็นปกติวิสัยของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ คำด่าที่ว่า "ไอ้หน้าเลียหีเมีย" เป็นเพียงคำหยาบคายเท่านั้น มิใช่ถ้อยคำหมิ่นประมาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1516

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีจำเลย จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ต่อหน้าผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน โดยด่าว่าโจทก์และบิดามารดาโจทก์ อันถือไว้ว่าจำเลยประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ขอศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน จำเลยให้การว่า ไม่เคยด่าว่าโจทก์และบิดามารดาโจทก์ โจทก์ฟ้องหย่าเพื่อประสงค์จะไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาข้อแรกว่าในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๒๖ อันเป็นวันรับเงินเดือน จำเลยมาดักรอโจทก์ที่กองตรวจคนเข้าเมืองแล้วด่าโจทก์และด่าพาดพิงไปถึงบิดามารดาโจทก์ว่า "อ้ายแก่ อีแก่ เมื่อไหร่โคตรพ่อโคตรแม่มึงจะตายเสียที" และในวันเดียวกันนั้น จำเลยยังด่าโจทก์อีกว่า "อ้างลูกชิงหมาเกิด ลูกโคตรพ่อโคตรแม่มึง พ่อแม่มึงแก่จะตายอยู่แล้ว" และนายดาบตำรวจประสิทธิ์ ไทรรารอด ได้ยินได้ฟังจำเลยด่านั้นศาลฎีกาได้ตรวจคำเบิกความของนายดาบตำรวจประสิทธิ์แล้ว นายดาบตำรวจประสิทธิ์เบิกความว่า เห็นโจทก์ส่งเงินให้จำเลยจำนวน ๒,๐๐๐ บาท แล้วเห็นจำเลยกับโจทก์พูดกันในลักษณะถกเถียงกันได้ยินจำเลยด่าโจทก์ว่า "อ้ายลูกชิงหมาเกิด ลูกโคตรพ่อโคตรแม่มึง" และจำเลยพูดพาดพิงไปถึงบิดามารดาโจทก์ว่า "พ่อแม่มึงแก่จะตายอยู่แล้ว" เห็นว่า นายดาบตำรวจประสิทธิ์เป็นบุคคลภายนอก ไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์จำเลยจึงไม่มีเหตุที่จะต้องสนใจจดจำถ้อยคำที่จำเลยด่าโจทก์ ถือได้ว่าคำเบิกความของนายดาบตำรวจประสิทธิ์นั้นแม้จะแตกต่างไปจากคำเบิกความของโจทก์บ้างก็เป็นเพียงพลความไม่เป็นพิรุธถึงกับทำให้ไม่อาจรับฟังคำเบิกความของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๒๖ จำเลยด่าโจทก์และพาดพิงไปถึงบิดามารดาโจทก์ ตามที่โจทก์เบิกความจริงปัญหาต่อไปมีว่า ที่จำเลยด่าโจทก์และพาดพิงไปถึงบิดามารดาโจทก์ดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นภริยาโจทก์มานาน มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ขณะเกิดเหตุโจทก์แยกกันอยู่กับจำเลยโดยให้จำเลยเลี้ยงดูบุตรทั้งสองมาเป็นเวลา ๓ ปีแล้ว และโจทก์เคยทำบันทึกไว้ต่อพันตำรวจโทจิรพันธ์ ผู้บังคับบัญชาโจทก์ว่าจะส่งเสียเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรรวม ๒,๐๐๐ บาทตามเอกสารหมาย ล.๑ แต่โจทก์ก็มิได้ปฏิบัติตามบันทึก โดยส่งเสียเงินให้แก่จำเลยเพียงตอนแรก ๆ แล้วไม่ส่งเสียอีกเลย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยมีรายได้จากทางอื่นใดอีก และในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๒๖ นั้น เป็นวันที่โจทก์รับเงินเดือนศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ฟังได้ดังกล่าวประกอบกับถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าโจทก์แล้วเห็น ว่า เหตุที่จำเลยไปหาโจทก์ที่ที่ทำงานของโจทก์ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ผิดนัดไม่จ่ายให้จำเลย โดยโจทก์ทอดทิ้งปล่อยให้จำเลยอุปการะเลี้ยงดูบุตรถึง ๒ คน จำเลยไม่มีรายได้จากทางอื่นมาจุนเจือ ย่อมทำให้จำเลยตกอยู่ในฐานะเดือดร้อนทั้งน่าเชื่อว่าโจทก์จะต้องปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามข้อผูกพันต่อจำเลย อันเป็นต้นเหตุให้จำเลยด่าว่าโจทก์ไปโดยโทสะจริต เนื่องจากถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง และมุ่งด่าว่าโจทก์เป็นส่วนตัวและเฉพาะตัว มิใช่เป็นการด่าประจาน ดังจะเห็นได้ว่าแม้แต่นายดาบตำรวจประสิทธิ์ซึ่งอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุก็ยังได้ยินข้อความแตกต่างออกไป และน่าเชื่อว่าเป็นกรณีโจทก์จำเลยทะเลาะโต้เถียงด่าว่ากัน มิใช่เกิดจากความประพฤติเป็นปกติวิสัยของจำเลย จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่ว อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ ที่โจทก์ฎีกาอีกว่าในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้ถลกกระโปรงและด่าโจทก์ว่า "ไอ้หน้าเลียหีเมีย" นั้น โจทก์และนายดาบตำรวจประสิทธิ์พยานเบิกความตรงกัน จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดังกล่าวจริง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าถ้อยคำที่จำเลยด่าโจทก์ดังกล่าวมิใช่ถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์ เป็นเพียงคำหยาบคายเท่านั้น ทั้งปรากฏว่าจำเลยกล่าวด้วยความโมโห ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เนื่องจากจำเลยได้รับความบีบคั้นทางด้านจิตใจ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ก่อขึ้น โดยทอดทิ้งจำเลยปล่อยให้จำเลยเลี้ยงดูบุตรเล็ก ๆ ถึง ๒ คน ไม่ยอมให้จำเลยและบุตรร่วมอยู่อาศัยในบ้านโจทก์ ไม่ยอมร่วมหลับนอนกับจำเลยเป็นเวลากว่า ๓ ปี เป็นที่น่าเห็นใจจำเลย หาใช่จำเลยประพฤติเช่นนี้เป็นปกตินิสัยไม่ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วและหมิ่นประมาทโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๖ (๒) (๓) ส่วนที่โจทก์ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๖ เวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา จำเลยด่าโจทก์ต่อหน้าพันตำรวจโทจิรพันธ์ผู้บังคับบัญชาและต่อหน้าเพื่อร่วมงานโจทก์ว่า "โจทก์หลอกลวงเอาเงินทองของจำเลยจนหมดตัวแล้วเฉดหัวจำเลยออกจากบ้า หลอกว่าเอาเงินมาวิ่งเต้นให้ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในกองตรวจคนเข้าเมือง" นั้น เห็นว่า...จำเลยมิได้ด่า...จึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่า พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6682/2531 จ่าสิบตำรวจมณฑล เหลืองอุทัย โจทก์ นางวันดี เหลืองอุทัย ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - จ่าสิบตำรวจมณฑล เหลืองอุทัย · ล. - นางวันดี เหลืองอุทัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชัย สูตรสุวรรณ · ปชา วรธรรมพินิจ · เสียง ตรีวิมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายพิณ อินทกาญจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4959/2552ฎีกา 2232/2535ฎีกา 1771/2540ฎีกา 4480/2553ฎีกา 1303/2568ฎีกา 2506/2523ฎีกา 1648/2524ฎีกา 11702/2555ฎีกา 2561/2536ฎีกา 7229/2537ฎีกา 1335/2533ฎีกา 1762/2542ฎีกา 735/2535ฎีกา 6516/2552ฎีกา 3741/2526ฎีกา 3596/2546ฎีกา 2851/2551ฎีกา 3563/2548ฎีกา 1094/2539ฎีกา 3520/2536ฎีกา 2561/2561ฎีกา 1568/2524ฎีกา 4402/2539ฎีกา 5983/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา