⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1030/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1030/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อน ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงในคดีก่อนมีผลผูกพันคดีนี้.

ย่อคำพิพากษา

คดีที่กระทรวงการคลังและการสื่อสารแห่งประเทศไทยฟ้องโจทก์กับพวก ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้กระทำละเมิดต่อกระทรวงการคลังและการสื่อสารแห่งประเทศไทย โดยร่วมกับ ส. จงใจเบียดบังเงินค่าภาษีอากรเงินรายได้อื่นและเงินทุนไปรษณีย์ตามฟ้องแต่คดีนี้มีประเด็นที่พิพาทกันว่า โจทก์ละเว้นปฏิบัติการตามหน้าที่โดยไม่ตรวจตราควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงานเป็นเหตุให้ ส. เบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้ให้ในคดีก่อน จึงหามีข้อเท็จจริงในคดีก่อนมาผูกพันคดีนี้ที่โจทก์จะไม่ต้องรับผิดใช้เงินคืนดังที่โจทก์อ้างไม่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินสะสม พร้อมด้วยดอกเบี้ยทบต้นตามระเบียบการหักเงินเดือนไว้เป็นเงินสะสมและพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ จำนวน ๓๕,๐๑๑.๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ได้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยไม่ตรวจสอบควบคุมดูแลว่า เมื่อนายสุมิตร ชาสมบัติ ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ และมีหน้าที่ช่วยทำงานในตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์และปฏิบัติหน้าที่แทนโจทก์ขณะโจทก์ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ได้รับเงินทุนไปรษณีย์ไว้จากนายไปรษณีย์โทรเลขอำเภอคอนสาร และได้รับเงินค่าภาษีอากรและเงินรายได้อื่นของรัฐจากผู้ที่นำมาชำระหลายครั้งรวมเป็นเงิน ๗๙,๓๕๑.๑๕ บาทแล้ว นายสุมิตรได้ลงบัญชีและนำเงินเก็บรักษาไว้ในกำปั่นของอำเภอถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ เป็นเหตุให้นายสุมิตรเบีบดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป้นประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น การที่โจทก์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นการทำละเมิด ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โจทก์ต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินดังกล่าวซึ่งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดทางแพ่ง พิจารณาแล้วเห็นควรให้โจทก์รับผิดชดใช้เงินจำนวน ๑๙,๘๖๕.๒๘ บาท โจทก์ได้ถูกไล่ออกจากราชการ จึงได้ดำเนินการเบิกเงินสะสมของโจทก์จากคลังจังหวัดภูเขียวไปหักใช้หนี้ที่โจทก์ต้องรับผิด ส่วนเงินที่เหลือได้นำส่งคืนคลัง เนื่องจากโจทก์ไม่ไปรับตามกำหนดที่แจ้งให้ทราบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินสะสมทั้งหมดคืนจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาในข้อกฎหมายเป็นประการแรกว่า จำเลยนำสืบว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำต้องชดใช้เงินจำนวนที่ขาดหายไปในหน้าที่ของโจทก์ เป็นการนำสืบนอกประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ศาลชั้นต้นยกเหตุดังกล่าวที่ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นข้อวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้เงินสะสมของโจทก์คืน จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยไม่ตรวจสอบควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงานเป็นเหตุให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเบียดบังเอาเงินค่าภาษีอากรและเงินรายได้อื่นของรัฐที่มีผู้นำมาชำระไป เป็นการทำละเมิดทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โจทก์ต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยมีสิทธิเบิกเงินสะสมของโจทก์เพื่อชดใช้เงินทางราชการที่ขาดหายไปหรือไม่ ดังนั้น ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ก็ต้องฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้กระทำการอันเป็นการทำละเมิดตามที่จำเลยให้การต่อสู้หรือไม่ การที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่หรือนำสืบว่าโจทก์ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ตรวจสอบควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นการทำละเมิดโจทก์ต้องรับผิดชดใช้เงินดังกล่าวซึ่งจำเลยมีสิทธิเบิกเงินสะสมของโจทก์เพื่อชดใช้เงินของทางราชการที่ขาดหายไป เป็นการนำสืบตามข้อต่อสู้ของจำเลย ไม่เป็นการนอกประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ดังกล่าว และศาลชั้นต้นยกเหตุตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้มาเป้นข้อวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ได้หาเป็นการมิชอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า เกี่ยวกับเงินทุนไปรษณีย์และเงินรายได้อื่นที่ขาดหายไปที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้นั้น กระทรวงการคลังและการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ นายสุมิตร ชาสมบัติ นายธวัช ปรีดีสนิท และนายประโยชน์ ชูเกียรติ เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งมาแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ทำละเมิด ไม่ต้องร่วมรับผิดใช้เงินแก่กระทรวงการคลังและการสื่อสารแห่งประเทศไทย คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันโจทก์ที่จะไม่ต้องรับผิดใช้เงินคืน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีที่กระทรวงการคลังและการสื่อสารแห่งประเทศไทยฟ้องโจทก์กับพวกนั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้กระทำละเมิดต่อกระทรวงการคลังและการสื่อสารแห่งประเทศไทยโดยร่วมกับนายสุมิตรจงใจเบียดบังเงินค่าภาษีอากร เงินรายได้อื่นและเงินทุนไปรษณีย์ตามฟ้อง แต่คดีนี้มีประเด็นที่พิพาทกันว่า โจทก์ละเว้นปฏิบัติการตามหน้าที่โดยไม่ตรวจตราควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงาน เป็นเหตุให้นายสุมิตรเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปหรือไม่ซึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้ให้ในคดีก่อน จึงหามีข้อเท็จจริงในคดีก่อนมาผูกพันคดีนี้ที่โจทก์จะไม่ต้องรับผิดใช้เงินคืนดังที่โจทก์อ้างไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1030/2532 นายใบ ปัญญาสุวรรณ โจทก์ จังหวัด ชัยภูมิ ที่ 1 กรมสรรพากร ที่ 2 กระทรวงการคลัง ที่ 3 นายอำเภอคอนสาร ที่ 4 นายอำเภอภูเขียว ที่ 5 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายใบ ปัญญาสุวรรณ · นายอำเภอคอนสาร - จังหวัด ชัยภูมิ ที่ 1 กรมสรรพากร ที่ 2 กระทรวงการคลัง ที่ 3 · จำเลย - ที่ 4 นายอำเภอภูเขียว ที่ 5
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · สุนทร จันทรศักดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเขียว - นายวิศิษฎ์ วิศาลสวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2660/2536ฎีกา 4359/2540ฎีกา 2307/2518ฎีกา 79/2501ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2732/2534ฎีกา 1195/2535ฎีกา 2057/2529ฎีกา 698/2537ฎีกา 3219/2534ฎีกา 149/2526ฎีกา 1251/2500ฎีกา 1969/2515ฎีกา 4549/2540ฎีกา 185/2566ฎีกา 2752/2537ฎีกา 2345/2540ฎีกา 7937/2538ฎีกา 6868/2541ฎีกา 1603/2551ฎีกา 1591/2495ฎีกา 560/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา