⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2510/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยไม่ได้เลือกส่งโดยวิธีอื่นตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ และการส่งโดยไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับที่ไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า ถือว่าการส่งยังไม่สมบูรณ์.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จ่ายเงินได้ให้แก่พนักงานของโจทก์ โดยไม่ได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายจำเลยจึงได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายพร้อมเงินเพิ่มและส่งหนังสือแจ้งการประเมินโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังโจทก์ที่บริษัท ว. ซึ่งเป็นสถานที่ที่โจทก์แจ้งให้จำเลยติดต่อด้วย แต่ไม่มีผู้รับ พนักงานไปรษณีย์ได้ส่งหนังสือดังกล่าวคืนจำเลยโดยแจ้งว่า "คืน ไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า" เช่นนี้ แม้พนักงานไปรษณีย์ผู้ไปส่งหนังสือแจ้งการประเมินจะเบิกความอ้างว่าได้ส่งให้แก่ประชาสัมพันธ์ของบริษัท ว.แต่ประชาสัมพันธ์นั้นไม่ยอมรับ และนำหนังสือเข้าไปภายในบริษัทแล้วกลับออกมาบอกว่าไม่มีชื่อผู้รับที่บริษัทนี้ ก็หาเป็นการส่งที่สมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 ไม่ เพราะจำเลยได้เลือกเอาวิธีการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตามบทบัญญัติมาตรา 8 วรรคหนึ่งอันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะพิพาท และเป็นกรณีไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า ซึ่งตามไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2529 ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 และมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 ข้อ 359ให้ถือเป็นไปรษณียภัณฑ์ และพัสดุไปรษณีย์ที่นำจ่ายผู้รับไม่ได้และจำเลยก็ไม่ได้เลือกส่งโดยวิธีอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 8 ดังนั้น การที่จำเลยนำเอาวิธีประกาศหนังสือพิมพ์มาใช้ในการส่งหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในระหว่างที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529 ให้สิทธิโจทก์ที่จะใช้สิทธิในการเสียภาษีโดยยื่นแบบ อ.1 ได้ จึงไม่ชอบ สิทธิที่จะยื่นคำขอเสียภาษีตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด(แบบ อ.1) โดยได้รับยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากรและความรับผิดทางอาญา ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529 มาตรา 30มีความหมายรวมถึงบุคคลที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย หาได้จำกัดเฉพาะบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีโดยตรงเท่านั้นไม่ดังนั้นโจทก์ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของพนักงานแต่ไม่ได้หักไว้ ซึ่งจะต้องรับผิดร่วมกับพนักงานของโจทก์ผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 ย่อมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ดังกล่าวโดยตรง โจทก์จึงได้รับสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าวทุกประการ เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีอากรโจทก์โดยไม่มีอำนาจเป็นการฝ่าฝืนพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529 มาตรา 30 โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องศาลได้ โดยไม่ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นทุกประการ พิพากษายืน.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.8 ประมวลรัษฎากร ม.30 ประมวลรัษฎากร ม.40 ประมวลรัษฎากร ม.50 ประมวลรัษฎากร ม.52 ประมวลรัษฎากร ม.54 พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 ม.30 พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2534 ม.30 พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ม.4 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินจากจำเลยโจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับการยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบ ไต่สวนประเมิน หรือสั่งให้เสียภาษีอากรและพ้นจากความผิดทางอาญาตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙ มาตรา ๓๐ การที่จำเลยประเมินภาษ๊อากรจากโจทก์จึงไม่ชอบขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การว่า การประเมินภาษีอากรโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฏีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ได้ความว่าโจทก์เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้เข้ามาทำกิจการในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ถึง ๒๕๒๗ แต่จากการตรวจสอบของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ พบว่า เงินได้พึงประเมินซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๑) และบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างผู้จ่ายเงิน มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ดังกล่าวไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินให้แก่พนักงานของบริษัทนั้น โจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๒ จำเลยที่ ๒ จึงได้ประเมิณให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายพร้อมเงินเพิ่ม ได้มีการส่งหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ และประกาศหนังสือพิมพ์สายกลางตามเอกสารหมาย จ. ๑๗ ในที่สุด แต่ก่อนที่จะมีการประกาศหนังสือพิมพ์ และอยู่ในระหว่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙ มาตรา ๓๐ ใช้บังคับซึ่งให้สิทธิผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร และยังไม่ได้เสียภาษีอาการหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ได้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดภายในเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๙ วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๙ โจทก์จึงได้ยื่นคำขอเสียภาษีอาการตามแบบ อ.๑ ปรากฏตาม เอกสารหมาย จ.ล.๘ และได้ชำระภาษีอากรตามมาตรา ๓๐ แห่งบทกฎหมายดังกล่าวให้จำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒,๐๘๔,๐๑๗.๗๗ บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ออกใบเสร็จรับเงินไว้ ปรากฎตามเอกสารท้ายเอกสารหมาย จ.ล. ๘ รวม ๒ ฉบับ และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ทำการวิเคราะห์แบบ อ.๑ แล้วบันทึกไว้ว่า ปรากฏว่าโจทก์ได้เสียภาษีไว้ถูกต้องแล้ว ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๓ ข้อ ๒ ตอนท้าย แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ กลับมีหนังสือแจ้งผลการวิเคราะห์แบบ อ.๑ ไปยังโจทก์ว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิตามมาตรา ๓๐ ของพระราชกำหนดดังกล่าว ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. ๑๖ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่๑ ประการแรกมีว่า โจทก์ได้มีสิทธิตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙ มาตรา ๓๐ หรือไม่ โดยจำเลยที่๑ อ้างว่า เพราะโจทก์ได้รับหนังสือการประเมินแล้ว จึงเป็นบุคคลที่ไม่ได้มีสิทธิตามบทมาตราดังกล่าว และกฎหมายมาตรานี้ให้สิทธิเฉพาะผู้มีหน้าที่เสียภาษีของตนเองโดยตรง แต่กรณีของโจทก์เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย จึงไม่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิตามมาตรานี้ ในปัญหาแรกได้ความจากนางสาววันฑูรย์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี ๖ ของจำเลยที่ ๑ ว่า ได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินไปยังโจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแต่ส่งไม่ได้ โดยพนักงานไปรษณีย์แจ้งว่า "คืน ไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า" ปรากฎตามเอกสารหมาย ล.๑๒ แม้นายวีระพงษ์ แสงทับ พนักงานไปรษณีย์ผู้ไปส่งหนังสือแจ้งการประเมินจะเบิกความอ้างว่าได้ส่งให้แก่ประชาสัมพันธ์ของบริษัทวิคเคอรี่ ประพนธ์ ประมวล และสุธี จำกัด แต่ประชาสัมพันธ์นั้นไม่ยอมรับ และนำหนังสือที่ส่งเข้าไปภายในบริษัทและกลับออกมาบอกว่าไม่มีชื่อผู้รับที่บริษัทนี้ก็หาเป็นการส่งที่สมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘ ดังที่จำเลยที่๑ อุทธรณ์ไม่ เพราะจำเลยที่ ๑ ได้เลือกเอาวิธีการส่งหนังสือแจ้งการประเมินไปยังโจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะพิพาท และการส่งในกรณีของจำเลยที่ ๑ นี้ ปรากฎว่าเป็นเรื่องไม่มีผู้รับ ซึ่งตามไปรษณียนิเทศ พ.ศ. ๒๕๒๙ ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. ๒๔๗๗ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งใช้บังคับขณะพิพาท ข้อ ๓๕๙ ได้กำหนดไว้ว่า กรณีไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า ถือเป็นไปรษณียภัณฑ์และพัสดุไปรษณีย์ที่นำจ่ายผู้รับไม่ได้ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงหาชอบที่จะกล่าวอ้างว่าการส่งหนังสือแจ้งการประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่ ส่วนการที่นายโรเบิร์ต สตีเวน เฟรเซอร์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ไม่ยอมรับหนังสือแจ้งการประเมิน ก็ไม่อาจถือได้ว่าได้มีการส่งหนังสือดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยชอบแล้วเช่นกันจำเลยที่ ๓ เองก็ได้บันทึกข้อความตามเอกสารหมาย ล.๓ ว่า โจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือ ถึงกับต้องมีการประกาศหนังสือพิมพ์ในเวลาต่อมาตามเอกสารหมาย จ.๑๗ แสงชัดว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เองก็ทราบดีว่า โจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน หาใช่เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าโจทก์ยังมิได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย จึงได้มีการประกาศหนังสือพิมพ์ซ้ำอีกดังที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ไม่แต่เป็นเพราะเมื่อส่งหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ไม่ได้ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ก็ชอบที่จะทำการส่งหนังสือตามวิธีการที่บัญญัติในประมวลรัษฎากร มาตรา ๘ ได้หลายวิธีด้วยกัน รวมทั้งให้เจ้าพนักงานสรรพากรไปส่งเองหรือวิธีปิดหมายก็ย่อมทำได้ แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ หาได้กระทำไม่ การที่จำเลยที่ ๑ นำเอาวิธีประกาศหนังสือพิมพ์มาใช้ในระหว่างที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙ มาตรา ๓๐ ให้สิทธิโจทก์ที่จะใช้สิทธิในการเสียภาษีโดยยื่นแบบ อ.๑ ได้ โจทก์จึงย่อมได้รับสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาที่ว่า สิทธิที่จะยื่นคำขอเสียภาษีตามแบบ อ.๑ โดยได้รับยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมิน หรือสั่งให้เสียภาษีอากรนี้ รวมถึงภาษีเงินได้ที่โจทก์มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๒ ด้วยใช่หรือไม่นั้นแม้บทกฎหมายดังกล่าวจะใช้คำว่า ในกรณีมีผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรผู้ใดซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีอากรหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรตามแบบ อ.๑ ได้ ดังจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็หาได้มีความหมายว่า ภาษีอากรที่ได้รับสิทธิตามมาตรา ๓๐ นี้ จะต้องจำกัดเฉพาะผู้มีหน้าที่เสียภาษีโดยตรงดังจำเลยที่ ๑ เข้าใจแต่เพียงประการเดียวเท่านั้นไม่แต่รวมถึงโจทก์ ซึ่งกฎหมายมาตราดังกล่าวกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของพนักงานของโจทก์เอาไว้ มิฉะนั้นโจทก์เองจะต้องรับผิดร่วมกับพนักงานของโจทก์ผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๕๔ ซึ่งบทกฎหมายมาตรานี้ย่อมมีผลเท่ากับว่าโจทก์เองก็ต้องเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ดังกล่าวโดยตรงถ้าไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจเรียกได้ว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่มาตรา ๓๐ ให้สิทธิไว้ โจทก์จึงได้รรับสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าวทุกประการ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เพราะโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และอ้างว่ามาตรา ๓๐ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวไม่มีผลยกเว้นการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า ในปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕/๒๕๓๐ ระหว่าง นางเปลี่ยน รัชตะทรัพย์ โจทก์กรมสรรพากร กับพวก จำเลย ว่า กรณีของโจทก์เป็นเรื่องเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมิน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2532 บริษัทฟลูออร์โอเชี่ยน เซอร์วิสเซส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทฟลูออร์โอเชี่ยน เซอร์วิสเซส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด · จำเลย - กรมสรรพากร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · เดชา สุวรรณโณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2625/2534ฎีกา 1261/2520ฎีกา 1307-1308/2531ฎีกา 10135/2539ฎีกา 5157/2537ฎีกา 5607/2550ฎีกา 8273/2551ฎีกา 5890/2539ฎีกา 577/2508ฎีกา 439/2508ฎีกา 4096/2528ฎีกา 2034/2536ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1425/2530ฎีกา 4604/2533ฎีกา 3801/2534ฎีกา 98/2536ฎีกา 42/2518ฎีกา 2653/2541ฎีกา 171/2521ฎีกา 4797/2534ฎีกา 1400/2553ฎีกา 6220/2549ฎีกา 4708/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา