⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1211/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2518

ป.พ.พ. ม.76, 420, 425 ฯลฯ · พ.ร.บ.ไปรษณีย์ ม.22, 29, 30 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำละเมิดของพนักงานไปรษณีย์ ย่อมทำให้กรมไปรษณีย์โทรเลขต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 ส่งตั๋วแลกเงินจำนวน 40,000 บาทของธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาเบตงให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยบรรจุตั๋วแลกเงินในซองจดหมายลงทะเบียนจ่าหน้าซองถึงโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานบุรุษไปรษณีย์ ได้รับมอบหมายให้นำไปรษณียภัณฑ์ดังกล่าวไปส่งให้แก่ผู้รับ แต่ในการส่งนั้นจำเลยที่ 2 ได้ทำหลักฐานใบรับปลอมขึ้นว่ามีบุคคลในบ้านเดียวกันกับโจทก์ที่ 2 รับแทน แล้วแอบอ้างตัวเองเป็นโจทก์ที่ 2 นำตั๋วแลกเงินไปรับเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาราชปรารภ อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้ แม้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 จะบัญญัติถึงความรับผิดของกรมไปรษณีย์ไว้เป็นพิเศษก็ตาม แต่เมื่อกรณีนี้เป็นเรื่องละเมิด มิใช่เป็นการทำผิดสัญญารับขน พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 จึงไม่เป็นประโยชน์แก่กรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ 3 กรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อทรัพย์สินที่โจทก์ต้องเสียไปเพราะการละเมิดนั้นคือเงินจำนวน 40,000 บาทตามตั๋วแลกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 2 เอาไป ซึ่งเป็นความเสียหายโดยตรงจากการละเมิดของจำเลยที่ 2 กรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ราคาทรัพย์จำนวนดังกล่าวให้โจทก์ ( ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2518 )

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.76 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.427 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.609 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.620 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.22 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.29 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.30 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.150

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.76 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.427 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ได้ส่งตั๋วแลกเงินจำนวน ๔๐,๐๐๐ บาทของธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาเบตง สั่งจ่ายเงินเมื่อเห็นให้แก่โจทก์ที่ ๒ ที่กรุงเทพฯ โดยฝากไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนที่ไปรษณีย์โทรเลขเบตง จังหวัดสงขลา แต่โจทก์ที่ ๒ ไม่ได้รับ เพราะจำเลยที่ ๒ ขณะกระทำการตามหน้าที่กิจการงานของจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกับบุคคลอื่นเซ็นรับเอาซองไปรษณีย์ไป แล้วนำตั๋วแลกเงินนั้นเรียกเก็บเงินจากธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาราชปรารภ ซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ เอง และโดยความประมาทปราศจากความระมัดระวังตามหน้าที่ ธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาราชปรารภได้จ่ายเงินจำนวนตามตั๋วแลกเงินนั้นให้ไป ทำให้โจทก์เสียหาย จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรับผิดใช้เงินตามตั๋วแลกเงินนั้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องและต่อไปจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า การที่โจทก์ที่ ๑ ส่งตั๋วแลกเงินโดยฝากเป็นไปรษณีย์ภัณฑ์ทางไปรษณีย์โทรเลขลงทะเบียนถึงโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้รับ แต่โจทก์ที่ ๒ มิได้รับ แล้วมีคนนำตั๋วแลกเงินไปขึ้นเงินจากธนาคารจำเลยสาขาราชปรารภนั้น เป็นการกระทำของโจทก์เอง หากเกิดความเสียหายขึ้นก็อยู่ไปความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องว่ากล่าวเอาจากจำเลยที่ ๒ หรือจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำโดยประมาท ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนของโจทก์ที่ ๑ ได้ถูกนำจ่ายให้โจทก์ที่ ๒ มีบุคคลในบ้านเดียวกับโจทก์ที่ ๒ ลงนามรับไว้แทนแล้ว จึงมิใช่เรื่องไปรษณียภัณฑ์สูญหายอันจะต้องชดใช้ตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๒๙ ใครจะนำตั๋วเงินดังกล่าวไปรับเงินจากจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิด ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ สาขาราชปรารภ จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินให้แก่ผู้ถือบัตรประชาชนซึ่งมิใช่ตัวนายอากาว แซ่ตั้ง ผู้ถือตั๋วแลกเงิน ถือว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ ส่งจดหมายทางไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนบรรจุตั๋วแลกเงินลงไปในซองจดหมายของเดียวกันกับซองจดหมายถึงโจทก์ที่ ๒ เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของกรมไปรษณีย์โทรเลข ออกตามความในพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๒๒ เรียกว่าไปรษณีย์นิทเทส ข้อที่ ๒๐๙ จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์และหากมีการสูญหายไปจริงจำเลยที่ ๓ ก็มีความรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียง ๔๐ บาท ตามข้อบังคับในไปรษณีย์นิทเทส ข้อ ๑๕๐ และพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. ๒๙,๓๐ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นพนักงานบุรุษไปรษณีย์ไม่ได้นำไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนของโจทก์ที่ ๑ นำส่งตรงต่อโจทก์ที่ ๒ ผู้รับ หากแต่ได้กระทำโดยทุจริตแอบอ้างตนเองเป็นโจทก์ที่ ๒ นำตั๋วแลกเงินนั้นไปรับเงินจากธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาราชปรารภแล้วหลบหนีไป การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และเป็นการกระทำในทางที่จ้างของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ กรณีไม่เข้าข้อห้ามในไปรษณีย์นิทเทส ข้อ ๒๐๙ และไม่ใช่เรื่องจดหมายหรือไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนหายตามข้อ ๑๕๐ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำโดยประมาท หรือเลินเล่อ จึงไม่ต้องรับผิด พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ร่วมกันใช้เงินและดอกเบี้ยตามฟ้อง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๓ ฎีกา ปัญหาว่า จำเลยที่ ๓ จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ที่ ๑ ได้ส่งเงินจำนวน ๔๐,๐๐๐ บาทมาให้โจทก์ที่ ๒ ผู้เป็นบุตรโดยการซื้อตั๋วแลกเงินจากธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาเบตง บรรจุในซองจดหมายลงทะเบียนจ่าหน้าซองถึงโจทก์ที่ ๒ ณ โรงเรียนพาณิชยการและการบัญชีพระนคร จังหวัดพระนคร จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุรุษไปรษณีย์ประจำอยู่ไปรษณีย์สามเสนใน ได้รับมอบหมายให้นำไปรษณียภัณฑ์บรรจุตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปส่งให้แก่ผู้รับ ในการส่งนั้นปรากฏตามหลักฐานใบรับมีชื่อนายสุวิทย์ จิตเจริญ เป็นผู้รับแทนเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๑๓ ต่อมาปรากฏว่าโจทก์ที่ ๒ ไม่ได้รับเงินจำนวนนี้ โดยมีผู้นำเอาชื่อโจทก์ที่ ๒ ไปแอบอ้างขอรับเงินตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวจากธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาราชปรารภ ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ ประกอบกันแล้วเชื่อได้ว่า จำเลยที่ ๒ ได้ทำปลอมหลักฐานใบรับขึ้น แล้วต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้กระทำหรือร่วมกับบุคคลอื่นแอบอ้างเป็นตัวโจทก์ที่ ๒ โดยทุจริตนำตั๋วแลกเงินของโจทก์ไปรับเงินจากธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาราชปรารภ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อฟังว่าจำเลยที่ ๒ ได้ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว แม้พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. ๒๔๗๗ จะบัญญัติถึงความรับผิดของกรมไปรษณีย์ไว้เป็นพิเศษก็ตาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องละเมิด มิใช่เป็นการทำผิดสัญญารับขน พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. ๒๔๗๗ จึงไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๓ จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใดนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ต้องเสียไปเพราะละเมิดนี้คือเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ตามตั๋วแลกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ ๒ เอาไป ซึ่งเป็นความเสียหายโดยตรงจากการละเมิดของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ ชดใช้ราคาทรัพย์จำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2518 นายตั้งกวง แซ่ตั้งฯ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โจทก์ ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายตั้งกวง แซ่ตั้งฯ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน · ล. - ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กฤษณ์ โสภิตกุล · ยงยุทธ เลอลภ · อุดม จาละ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวัฒน์ ผดุงจิตร · ศาลอุทธรณ์ - นายขจร หะวานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1479/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 12017/2557ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1951/2519ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา