⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 898/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 898/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากนายจ้างยอมรับว่าผู้ขับขี่เป็นลูกจ้างและกระทำการในทางการที่จ้าง นายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไป สัญญาประนีประนอมยอมความที่ระบุเพียงการยินยอมชดใช้ค่าซ่อมรถโดยไม่มีรายละเอียดหรือข้อตกลงที่แน่นอน ไม่ถือเป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด และไม่ทำให้นายจ้างหลุดพ้นความรับผิด

ย่อคำพิพากษา

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เจ้าของรถสองแถวคันเกิดเหตุ มิได้ปฎิเสธ ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ผู้ขับรถสองแถว ขณะเจรจาเรื่องค่าเสียหายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่ารถสองแถวคันเกิดเหตุของตนและมาร่วมในการเจรจาเรื่องค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทุกครั้งที่มีการเจรจากันดุจ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของตน แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างและปฎิบัติ หน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำไป สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความเพียงว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้ค่าซ่อมรถตามที่โจทก์เรียกร้อง คู่กรณีไม่ติดใจเอาความทางอาญาอีกต่อไป ดังนี้เป็นเรื่องโจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับเท่านั้น ส่วนข้อความยอมรับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถนั้นไม่มีรายละเอียดหรือข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ต้องชำระวิธีการชำระ อันจะทำให้ปราศจากการโต้แย้งกันอีก ข้อความในสำเนารายงานดังกล่าวมิใช่เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างหลุดพ้นความรับผิดในมูลละเมิด.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ย-6804 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวรับส่งคนโดยสาร ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 โดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ซึ่งจอดอยู่ริมทาง และรถของโจทก์ไถลไปชนรถซึ่งจอดอยู่ด้านหน้า เป็นเหตุให้รถโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ความจริงจำเลยที่ 2 เช่ารถจากจำเลยที่ 1 แต่ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ให้บุคคลอื่นขับรถบรรทุกคนโดยสารแทน จำเลยที่ 2 มารับมาอ้างว่าเป็นผู้ขับรถ โจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงเรื่องค่าเสียหายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยที่ 1จึงหลุดพ้นความรับผิด ค่าเสียหายไม่สูงตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 81,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้ขับรถสองแถวคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 โดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9ง-8104 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ซึ่งจอดอยู่ริมถนนในซอยสุขสวัสดิ์ 26 ได้รับความเสียหาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาแรกว่าจำเลยที่ 2เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขับรถสองแถวคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างหรือไม่ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2เช่ารถสองแถวคันเกิดเหตุอัตราค่าเช่าวันละ 100 บาท แต่กลับเบิกความว่า นายอดุลน้องชายจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่ารถสองแถวสองคันและเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 มีรายได้จากรถสองแถวสองคันรวมกันประมาณวันละ 700 ถึง 800 บาท รถสองแถวทั้งสองคันถ้าให้เช่าจะได้ค่าเช่าคันละ 100 บาท ต่อวัน ทุกครั้งที่มีการเจรจาเรื่องค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ไปที่สถานีตำรวจทุกครั้ง ที่เกิดเหตุอยู่ในซอยที่เป็นทางไปบ้านจำเลยที่ 1 เห็นว่าคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยที่ 1 เอง ทั้งจำเลยที่ 1 ก็รับว่ามีรายได้จากรถสองแถวคันเกิดเหตุกับรถสองแถวอีกคันหนึ่งรวม 700-800บาท ต่อวัน ซึ่งหากให้เช่าแล้วจะมีรายได้เพียงวันละ 200 บาท และน่าจะมีสัญญาเช่าเป็นหลักฐานมาแสดงเมื่อมีการเจรจาเรื่องค่าเสียหายต่อหน้าร้อยตำรวจตรีอุทัย เอี่ยมวิโรจน์นั้น จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่ารถสองแถวคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 1จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เช่ารถสองแถวคันเกิดเหตุพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรถสองแถวคันเกิดเหตุมิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ผู้ขับรถสองแถวคันดังกล่าวแต่กลับมาร่วมในการเจรจาเรื่องค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทุกครั้งที่มีการเจรจากันดุจจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของตน แสดงว่าจำเลยที่ 1ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างและปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำด้วย มีปัญหาต่อไปว่า ข้อความในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระงับมูลระเมิดอันเป็นผลให้จำเลยที่ 1 พ้นความรับผิดหรือไม่ ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความเพียงว่า จำเลยที่ 2ยินยอมชดใช้ค่าซ่อมรถตามที่โจทก์เรียกร้อง คู่กรณีตกลงไม่ติดใจเอาความในทางอาญาอีกต่อไป เห็นว่า ข้อความที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่ติดใจจะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 2 เพื่อพนักงานสอบสวนจะได้เปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 2 เท่านั้น ส่วนข้อความที่จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถตามที่โจทก์เรียกร้องนั้น ไม่มีรายละเอียดหรือข้อตกลงที่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ต้องชำระ วิธีการชำระ อันจะทำให้ปราศจากการโต้แย้งกันอีก ข้อความในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวมิใช่เป็นการระงับข้อพิพาทในมูลละเมิดแต่อย่างใด กรณีจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างหลุดพ้นความรับผิดในมูลละเมิดนั้น..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 898/2534 นาย น้ำ วัฒน สาร สมบูรณ์ โจทก์ ร้อยตำรวจตรี บรรพ ต ศิลาอาสน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย น้ำ วัฒน สาร สมบูรณ์ · จำเลย - ร้อยตำรวจตรี บรรพ ต ศิลาอาสน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย กันนะ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ราเชนทร์ จัมปาสุต
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 2460/2517ฎีกา 7335/2538ฎีกา 643/2497ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1951/2519ฎีกา 1145/2512ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ