⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1000/2505

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1000/2505

ย่อคำพิพากษา

ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งซึ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้นถ้าไม่มีคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คงมีแต่คำรับผิดในชั้นสอบสวนเท่านั้นก็ไม่เข้าเกณฑ์มาตรานี้ คดีรถชนกัน การที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบและทำเอกสารไว้เป็นหลักฐานว่าเรื่องที่เกิดขึ้นโดยจำเลยที่ 1 ได้ยินยอมรับผิดและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ โดยจะไปทำความตกลงกันที่อู่ซ่อมรถถือได้ว่าเป็นการประนีประนอมยอมความกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 ซึ่งผูกมัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้โต้แย้งว่าตนมิได้ขับรถโดยประมาทได้ แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรถและนายจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกผูกมัดด้วย ศาลจะต้องพิเคราะห์ข้อเท็จจริงต่อไปว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ และเป็นเจ้าของรถยนต์ ได้ใช้ให้จำเลยที่ ๑ ขับรถไปในธุระของตนและตนไปด้วย รถจำเลยขับตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ ทำให้ชนกันและรถโจทก์เสียหาย พนักงานสอบสวนได้มาดูที่เกิดเหตุและสอบสวนคีดเรื่องนี้ แล้วลงรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันเปรียบเทียบเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ โดยจำเลยที่ ๑ ได้ยินยอมรับผิดและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์โดยจะไปทำความตกลงกันที่อู่ซ่อมรถพนักงานสอบสวนสั่งปรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ และโจทก์เซ็นชื่อเป็นผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ เซ็นชื่อเป็นผู้ต้องหา ต่อมาจำเลยไม่ซ่อมรถหรือใช้ค่าเสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมหรือแทนกันใช้ค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับคดีอาญา ศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคดีอาญา ซึ่งคดีนี้ถึงที่สุดชั้นพนักงานสอบสวน โดยจำเลยรับสารภาพผิดว่าได้ประมาทเลินเล่อจริง พิพากษาให้จำเลยร่วมกันใช้เงินให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่กรณีเรื่องนี้หาได้มีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่ คงมีแต่คำรับผิดของจำเลยที่ ๑ ในชั้นสอบสวนเท่านั้น จึงไม่เข้าเกณฑ์ของมาตรานี้ แต่การที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบทำเอกสารไว้เป็นหลักฐานว่าเรื่องที่เกิดขึ้นโดยฝ่ายจำเลยที่ ๑ ได้ยินยอมรับผิดและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์โดยจะไปทำความตกลงกันที่อู่ ถือได้ว่าเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ ซึ่งผูกมัดจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จะมาโต้แย้งว่าตนมิได้ขับรถโดยประมาทหาได้ไม่ส่วนจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นเจ้าของรถไม่ปรากฎว่าได้ยินยอมรับผิดไว้ด้วยไม่ จึงฟังผูกมัดจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ ศาลจะได้พิเคราะห์ข้อเท็จจริงต่อไปว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาทเสียก่อน ในที่สุดพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1000/2505 นายธวัช พูนประเสริฐ ผู้เยาว์ โดยนางเสงี่ยม พูนประเสริฐ มารดาผู้แทนโดย ชอบธรรม โจทก์ นายพินิจ สังคชาติ ที่ 1 นางไพรวรรณ แก้วทอง ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความมารดาผู้แทนโดย - นายธวัช พูนประเสริฐ ผู้เยาว์ โดยนางเสงี่ยม พูนประเสริฐ · โจทก์ - ชอบธรรม · จำเลย - นายพินิจ สังคชาติ ที่ 1 นางไพรวรรณ แก้วทอง ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เชื้อ คงคากุล · ประกอบ หุตะสิงห์ · ประกอบ หุตะสิงห์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายถาวร หุตะโกวิท · ศาลอุทธรณ์ - นายนิคม ชัยอาญา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3813/2535ฎีกา 1127/2505ฎีกา 4715/2542ฎีกา 681/2506ฎีกา 1917/2559ฎีกา 481/2526ฎีกา 8203/2538ฎีกา 2335/2551ฎีกา 2501/2526ฎีกา 1308/2533ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 4473/2541ฎีกา 616-617/2518ฎีกา 1982/2519ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 1951/2519ฎีกา 898/2534ฎีกา 1660/2518ฎีกา 8207/2538ฎีกา 3119/2558ฎีกา 801/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา