⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2663/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2663/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสละมรดกที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรและผู้รับสละมรดกเป็นผู้เยาว์ที่ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้สละมรดก ถือว่าเป็นการให้ผู้รับสละมรดกถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น ผู้สละมรดกยังคงเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์มรดกนั้น

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยขอกู้เงินโจทก์และในวันเดียวกันนั้นได้แสดงเจตนาขอสละทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องทั้งที่ตนไม่มีทรัพย์อื่นอีก และผู้ร้องเป็นผู้เยาว์ยังอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลย พฤติการณ์การสละมรดกยังไม่สมเหตุผล ถือว่าเพียงแต่ให้ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกไว้แทนเท่านั้น จำเลยยังคงเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์มรดกผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์มรดก และโจทก์ยึดทรัพย์มรดกได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ ปัญหามีว่า ทรัพย์มรดกยังเป็นของจำเลยหรือไม่ การที่ศาลวินิจฉัยว่า การสละมรดกของจำเลยเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกแทนจำเลยจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.118 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1357 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1612 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1614

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน๔๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงบังคับคดียึดที่ดินและบ้านพิพาทขายทอดตลาดชำระหนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ โจทก์ให้การว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทรัพย์พิพาทเป็นมรดกตกได้แก่จำเลยทั้งสอง และพี่ของผู้ร้องทุกคนรวมทั้งผู้ร้องด้วย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับมรดกทรัพย์พิพาท ทายาททุกคนต่างสละมรดกให้แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานที่ดินจึงได้จดทะเบียนโอนทรัพย์พิพาทให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียว คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่า จำเลยที่ ๑ ยังคงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทอยู่อีกหรือไม่ เห็นว่า การขอรับมรดกกับการสละมรดกกระทำกันอย่างเร่งรีบผิดปกติธรรมดา กล่าวคือ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับมรดกวันนี้ รุ่งขึ้นจำเลยที่ ๑ ก็ขอสละมรดก และยังได้ความว่าจำเลยที่ ๑ได้ไปขอกู้เงินโจทก์วันเดียวกับวันที่ขอสละมรดกนั่นเอง ประกอบกับมรดกมีเพียงทรัพย์พิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ผู้ร้องก็เป็นผู้เยาว์ยังอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยที่ ๑ พี่ของผู้ร้องทุกคนที่สละมรดกก็ได้ความว่ายังไม่มีอาชีพเป็นหลักฐานและต่างอาศัยอยู่ในทรัพย์พิพาทร่วมกับผู้ร้อง ส่วนที่โฉนดที่ดินแปลงพิพาทซึ่งโจทก์ยึดไว้เป็นประกันหนี้ตกไปอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องได้นั้นก็เชื่อว่าโจทก์มอบให้ไปเพราะจำเลยที่ ๑ มาอ้างว่าจะเอาไปติดต่อขอยืมเงินจากบุคคลอื่นมาชำระให้โจทก์ดังที่โจทก์เบิกควาเพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่โจทก์จะให้คืนไปทั้งที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้ จากพฤติการณ์ดังกล่าว เห็นว่า การสละมรดกของจำเลยที่ ๑ นอกจากจะไม่สมเหตุผลแล้ว ยังเป็นหลักฐานบ่งชี้ให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ เพียงแต่ให้ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทไว้แทนเท่านั้น จำเลยที่ ๑ ยังคงเป็นเจ้าของร่วมอยู่ในทรัพย์พิพาท ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาท ที่ผู้ร้องฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า มีการจดทะเบียนให้ผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทแต่ผู้เดียวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดทรัพย์พิพาทนั้น เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ยังมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทอยู่ดังได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น โจทก์จึงยึดได้ที่ผู้ร้องฎีกาอีกว่าหากโจทก์เห็นว่าการสละมรดกของจำเลยที่ ๑ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกเสียนั้น เห็นว่า เมื่อผู้ร้องเพียงแต่ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทไว้แทนจำเลยที่ ๑ ดังได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น จำเลยที่ ๑ จึงยังมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะยึดทรัพย์พิพาทได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ประเด็นมีเพียงว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการสละมรดกของจำเลยที่ ๑ เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันตกเป็นโมฆะ และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทแทนจำเลยที่ ๑ และทายาทอื่น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทว่ายังเป็นของจำเลยที่ ๑ อยู่ดังนี้ จึงหาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2663/2532 นายคำ ศรีธรรม โจทก์ นางสาวกรวิทย์ สุวรรณผา ผู้ร้อง นางบุญยืน สุวรรณผา ที่ 1 กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายคำ ศรีธรรม · ผู้ร้อง - นางสาวกรวิทย์ สุวรรณผา · จำเลย - นางบุญยืน สุวรรณผา ที่ 1 กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นาม ยิ้มแย้ม · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี · ศาลอุทธรณ์ - นายอุดม มั่งมีดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 161/2507ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 635/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา