⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2033/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอ้างความเข้าใจผิดว่าทนายได้ดำเนินการแทนกันไปแล้ว ไม่ถือเป็นเหตุที่จำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เนื่องจากจำเลยมีหน้าที่ต้องเอาใจใส่ในการต่อสู้คดีของตนเอง.

ย่อคำพิพากษา

คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่าจำเลยที่และทนายของจำเลยทั้งสองต่าง เข้าใจผิดว่าต่าง ได้ ดำเนินการยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาแทนกันไปแล้ว จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาโดย ไม่จงใจนั้นดังนี้แม้หากจะได้ความจริงตาม ข้ออ้างดังกล่าวก็ ไม่อาจกล่าวได้ ว่าจำเลยที่ 1 ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เพราะจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้อง เอาใจใส่ในการต่อสู้ คดีของจำเลยที่ 1 เอง จะอ้างความเข้าใจผิดมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้จงใจหาได้ไม่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.207 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.209

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2531 โจทก์ได้รับเช็คธนาคารกสิกรไทย สาขาบางกะปิจำนวน 3 ฉบับ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะตัวแทนบริษัทจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัว โดยจำเลยทั้งสองมอบเช็คทั้งสามฉบับดังกล่าวให้กับผู้มีชื่อเพื่อชำระหนี้ และต่อมาผู้มีชื่อนำเช็คทั้งสามฉบับมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คแต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คทั้งสามฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย" ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยทั้งสองในฐานะผู้สั่งจ่ายจะต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คทั้งสามฉบับเป็นเงินจำนวน 1,237,050 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับถึงวันฟ้อง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,247,910.39 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าอะไรแก่ผู้มีชื่อ โจทก์คบคิดกับผู้มีชื่อเพื่อฉ้อฉลเอาทรัพย์จากจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เช็คพิพาทออกเพื่อเป็นประกันหนี้ในอนาคตโดยส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ยังไม่มีมูลหนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับแทนหรือในนามจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดตามเช็ค จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,247,910.39บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เพราะจำเลยที่ 1 มีทนายความประจำบริษัทของจำเลยที่ 1ส่วนจำเลยที่ 2 มีทนายความประจำตัวซึ่งมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ จำเลยที่ 1 เข้าใจผิดว่า จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้ทนายความประจำตัวของจำเลยที่ 2 ดำเนินคดีโดยยื่นคำให้การและดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ แทนจำเลยที่ 1 ด้วยแล้ว และทนายความของจำเลยที่ 2ก็เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้ทนายความประจำบริษัทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและดำเนินกระบวนพิจารณาความของจำเลยที่ 1 เอง ทนายจำเลยที่ 2 จึงไม่ยื่นคำให้การแทนจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 มาทราบว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์จากคำบังคับ เหตุเกิดเพราะความเข้าใจผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และทนายของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 มีทางชนะคดีเนื่องจากหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไขในอนาคตและมีข้อตกลงให้บุคคลภายนอกปฏิบัติตามสัญญา แต่บุคคลภายนอกไม่ปฏิบัติตามสัญญามูลหนี้จึงไม่เกิด บุคคลภายนอกสมคบกับโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต โจทก์มิใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายดังที่ศาลพิพากษา ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยไม่ไต่สวนให้เหตุผลว่า แม้ได้ความตามคำร้อง ก็ไม่ใช่เหตุจะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 อ้างในคำร้องว่าจำเลยที่ 1มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่การขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาของจำเลยที่ 1 เกิดจากความเข้าใจผิดของจำเลยทั้งสองดังที่กล่าวรายละเอียดมาในคำร้องนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เหตุผลตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแม้จะเป็นความจริงก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เพราะจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเอาใจใส่ในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 เอง จำเลยที่ 1 จะอ้างความเข้าใจผิดตามที่ระบุในคำร้องมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหาได้ไม่..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2533 นาย เจริญ วน รัตนชัย โจทก์ บริษัท แจ๊กกี้อินเตอร์เนชั่นแนลเทรดดิ้ง จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เจริญ วน รัตนชัย · จำเลย - บริษัท แจ๊กกี้อินเตอร์เนชั่นแนลเทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สวิน อักขรายุธ · ก้าน อันนานนท์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 396/2536ฎีกา 1069/2527ฎีกา 345/2520ฎีกา 1460/2515ฎีกา 1645/2549ฎีกา 1913/2520ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1383/2506ฎีกา 3290/2525ฎีกา 8888/2542ฎีกา 5011/2532ฎีกา 324/2503ฎีกา 1546/2514ฎีกา 5104/2533ฎีกา 1010/2520ฎีกา 1055/2510ฎีกา 7040/2543ฎีกา 813/2528ฎีกา 5768/2534ฎีกา 1323/2530ฎีกา 1435/2517ฎีกา 2422/2525ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3338-3339/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ