⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4779/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4779/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- หนี้ภาษีอากรที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งแล้วและผู้ถูกประเมินมิได้อุทธรณ์ ย่อมยุติไปตามที่แจ้งประเมินนั้น - หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด แม้จะออกจากการเป็นหุ้นส่วนไปแล้วก็ตาม หากการออกไปนั้นยังไม่เกิน 2 ปี

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หนี้ภาษีอากรของจำเลยย่อมยุติไปตามที่เจ้าพนักงานของโจทก์แจ้งประเมินไว้ จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นหนี้ค่าภาษีอากรในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2525 ถึงปี พ.ศ. 2526 ต่อมาจำเลยที่ 2ได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1052 ประกอบมาตรา 1080 ดังนั้น แม้ต่อมาจำเลยที่ 2จะออกจากการเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ไปแล้วก็ตาม เมื่อการออกไปดังกล่าวยังไม่เกิน 2 ปี โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1077(2),1080, และ 1087 โจทก์แจ้งการประเมินภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดผู้ต้องเสียภาษีอากรแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ด้วยจำเลยที่ 2มิใช่ผู้ที่ถูกประเมิน กรณีไม่มีเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยที่ 2.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1052 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1068 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1077 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1080 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1087 ประมวลรัษฎากร ม.18 ประมวลรัษฎากร ม.30

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามลำดับ เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลแจ้งให้จำเลยที่ ๑ชำระหนี้ภาษีอากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒๕ และ ๒๕๒๖ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน ๓๗๐,๘๓๑.๓๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๕๒๗ โจทก์ไม่เคยแจ้งการประเมินภาษีแก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๓๗๐,๘๓๐ บาทแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะที่เป็นผู้ที่จะต้องเสียภาษีอากร แต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะที่เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหนี้ภาษีอากรโจทก์อยู่ จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ผู้ที่ถูกประเมินและไม่มีบทกฎหมายใดที่ให้เจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ทราบ ในเมื่อการประเมินของเจ้าพนักงานนั้น เจ้าพนักงานได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หนี้ภาษีอากรของจำเลยที่ ๑จึงต้องยุติไปตามที่เจ้าพนักงานของโจทก์แจ้งการประเมินไป ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๕ - กลางปี พ.ศ. ๒๕๒๗ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มูลหนี้ภาษีอากรในคดีนี้เกิดขึ้นก็ตาม แต่เมื่อต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ย่อมต้องรับผิดในหนี้ต่าง ๆ ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๒ ประกอบมาตรา ๑๐๘๑ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ ๒ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ยังไม่เกิน ๑ ปี โจทก์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๖๘ประกอบมาตรา ๑๐๗๗(๒) มาตรา ๑๐๘๑ และมาตรา ๑๐๘๗ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะที่เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหนี้ภาษีอากรอยู่มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ ๒รับผิดในฐานะที่เป็นผู้ถูกแจ้งการประเมินภาษีอากรตามที่กล่าวแล้วข้างต้นสภาพแห่งข้อหาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ คือ จำเลยที่ ๑เป็นหนี้ภาษีอากรอยู่เท่าใด จำเลยที่ ๒ ต้องเข้ามารับผิดในฐานะใดโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องแล้วว่า หนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระนั้นเป็นหนี้ภาษีอากรในปีใด จำนวนเท่าใด จำเลยที่ ๒ ซึ่งเคยเป็นหุ้น ส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ภาษีอากรอยู่เท่าใด จำเลยที่ ๒ ต้องเข้ามารับผิดในฐานะใด โจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องแล้วว่าหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระนั้นเป็นหนี้ภาษีอากรในปีใดจำนวนเท่าใด จำเลยที่ ๒ ซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑และออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไปยังไม่ครบสองปี จึงต้องรับผิดในหนี้สินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ ดังนี้เป็นการแสดงให้เห็นแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ แล้ว ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4779/2533 กรมสรรพากร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดแยกเตาปูน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพากร · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดแยกเตาปูน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · เดชา สุวรรณโณ · ตัน เวทไว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1307-1308/2531ฎีกา 5157/2537ฎีกา 5607/2550ฎีกา 8273/2551ฎีกา 577/2508ฎีกา 3888/2537ฎีกา 990/2514ฎีกา 2439/2531ฎีกา 4143/2532ฎีกา 4790/2533ฎีกา 1470/2548ฎีกา 4604/2533ฎีกา 3801/2534ฎีกา 3754/2538ฎีกา 42/2518ฎีกา 4411/2531ฎีกา 2653/2541ฎีกา 4708/2542ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2227/2534ฎีกา 1494/2527ฎีกา 320/2538ฎีกา 350/2531ฎีกา 2230/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา