⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4924/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4924/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่กฎหมายกำหนดให้เครดิตภาษีได้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเอามาเครดิตภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น.

ย่อคำพิพากษา

เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท อ. โจทก์นำมาถือเป็นรายจ่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และไม่ปรากฏว่าการจ่ายเงินจำนวนนี้ โจทก์ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้พิจารณาลดเงินเพิ่มให้เหลือเพียงร้อยละ 10 แห่งเงินภาษีที่ต้องเสีย ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะงดเงินเพิ่ม เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวน196,719.80 บาท มิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ จึงถือเป็นเงินได้ของโจทก์และคำนวณภาษีและเงินเพิ่มให้โจทก์เสียรวม 70,818.88 บาท แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าเงินจำนวน 196,719.80 บาทนี้ เจ้าพนักงานประเมินนำไปคำนวณภาษีโดยถือเป็นเงินได้ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นภาษีที่โจทก์ถูกหักณ ที่จ่ายตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะเอาไปเครดิตภาษีได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้ เมื่อปรากฏว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินภาษีที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่ายก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.2516 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเอามาเครดิตภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.2516 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีในจำนวนที่เอาไปเครดิตไม่ได้เป็นเงิน 196,719.80 บาทซึ่งมากกว่าจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสียนั้น ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 196,719.80 บาท ดังกล่าวนั้นได้มีการโต้แย้งกันมาแต่ชั้นเจ้าพนักงานประเมินตลอดมาจนถึงชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แก้ไขโดยคิดให้ถูกต้องตามกฎหมาย มิได้เอาเงินได้อื่นมาคำนวณเพื่อเรียกเก็บภาษีแต่อย่างใด กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการประเมินเรียกเก็บเพิ่มเติมในประเด็นข้ออื่น หรือใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีแต่อย่างใด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจทำได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.20 ประมวลรัษฎากร ม.22 ประมวลรัษฎากร ม.30

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงาน-ประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับขอให้งดเงินเพิ่มแก่โจทก์ด้วย จำเลยให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานของจำเลยชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์บางส่วน โดยให้เพิกถอนการประเมินที่ ต.๕/๑๐๓๙/๒/๐๐๕๑๘ ลงวันที่ ๒๓สิงหาคม ๒๕๒๖ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ๑๕๘ ข./๒๕๓๑ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน๒๕๓๑ เฉพาะรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย จำนวน ๑๙๖,๗๑๙.๘๐ บาทคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.๒๕๑๖ ถึง ๒๕๑๙ ให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมพร้อมด้วยเงินเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมพร้อมด้วยเงินเพิ่ม ๒ รายการคือเงินค่าใช้จ่ายที่โจทก์ส่งไปให้บริษัทแองโกล - ไทย (ลอนดอน) จำกัดในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.๒๕๑๖ ถึง ๒๕๑๙ เป็นเงิน ๒,๑๙๑,๑๔๓ บาทโจทก์อ้างว่าเป็นรายจ่ายของโจทก์ จึงนำมาหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณหากำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี จำเลยเห็นว่ากฎหมายห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา ๖๕ ตรี (๑๓) (๑๔) แห่งประมวลรัษฎากร จึงนำมาคำนวณภาษีใหม่ให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่ม ๗๒๓,๐๗๗.๑๘ บาท ส่วนรายการที่ ๒ โจทก์ได้นำภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรมาเครดิตในการคำนวณภาษีของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.๒๕๑๖เป็นเงิน ๑๙๖,๗๑๙.๘๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ จึงถือเป็นเงินได้ของโจทก์และคำนวณภาษีใหม่ โดยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่ม ๗๐,๘๑๘.๘๘ บาท แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าเงินจำนวน ๑๙๖,๗๑๙.๘๐ บาทนี้ เจ้าพนักงานประเมินนำไปคำนวณภาษีโดยถือเป็นรายได้ไม่ถูกต้อง แต่เป็นเงินภาษีที่โจทก์จะต้องนำไปเครดิตภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้เท่านั้น เมื่อภาษีส่วนนี้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมิได้หัก ณ ที่จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.๒๕๑๖ ของโจทก์โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะนำเงินภาษีดังกล่าวไปเครดิตภาษีในปี พ.ศ.๒๕๑๖ และให้โจทก์เสียภาษีมากกว่าที่เจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสีย โดยให้โจทก์ต้องเสียภาษี ๑๙๖,๗๑๙.๘๐ บาท ที่เอาไปเครดิตไม่ได้ด้วย สำหรับประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทแองโกล - ไทย (ลอนดอน) จำกัด จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้หรือไม่นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ข้อนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทดังกล่าวเพื่อเป็นค่าบริการสำหรับกิจการของโจทก์ จึงมิใช่เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์ และมิใช่จ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ จึงไม่อาจถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้งดเงินเพิ่มนั้น เห็นว่า เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทแองโกล - ไทย (ลอนดอน) จำกัด โจทก์ได้นำมาถือเป็นรายจ่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และไม่ปรากฏว่าการจ่ายเงินจำนวนนี้โจทก์ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้พิจารณาลดเงินเพิ่มให้เป็นคุณแก่โจทก์มากอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะงดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ได้หรือไม่ ตามข้อเท็จจริงที่ยุติปรากฏว่า เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวน ๑๙๖,๗๑๙.๘๐ บาท มิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ จึงถือเป็นเงินได้ของโจทก์และคำนวณภาษีและเงินเพิ่มให้โจทก์เสียรวม ๗๐,๘๑๘.๘๘ บาท แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าเงินจำนวน๑๙๖,๗๑๙.๘๐ บาทนี้ เจ้าพนักงานประเมินนำไปคำนวณภาษีโดยถือเป็นเงินได้ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นภาษีที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะเอาไปเครดิตภาษีได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้ เมื่อปรากฏว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินภาษีที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่ายก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.๒๕๑๖ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเอามาเครดิตภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.๒๕๑๖ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีในจำนวนที่เอาไปเครดิตไม่ได้เป็นเงิน ๑๙๖,๗๑๙.๘๐ บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสียนั้น เห็นว่า เงินภาษีหักณ ที่จ่ายจำนวน ๑๙๖,๗๑๙.๘๐ บาท ดังกล่าวนั้น ได้มีการโต้แย้งกันมาแต่ชั้นเจ้าพนักงานประเมินตลอดมาจนถึงชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เพียงแต่เจ้าพนักงานประเมินคิดภาษีไม่ถูกต้อง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงแก้ไขโดยคิดให้ถูกต้องตามกฎหมาย มิได้เอาเงินได้อื่นมาคำนวณเพื่อเรียกเก็บภาษีแต่อย่างใด กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการประเมินเรียกเก็บเพิ่มเติมในประเด็นข้ออื่นหรือใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีแต่อย่างใด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจทำได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย จำนวน ๑๙๖,๗๑๙.๘๐ บาทเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4924/2533 บริษัทอินซ์เคปไทย จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทอินซ์เคปไทย จำกัด · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ก้าน อันนานนท์ · สวิน อักขรายุธ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายกรองเกียรติ คมสัน · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1307-1308/2531ฎีกา 5157/2537ฎีกา 5607/2550ฎีกา 10135/2539ฎีกา 8273/2551ฎีกา 577/2508ฎีกา 2439/2531ฎีกา 2165/2542ฎีกา 4604/2533ฎีกา 3801/2534ฎีกา 406/2508ฎีกา 42/2518ฎีกา 2653/2541ฎีกา 171/2521ฎีกา 4708/2542ฎีกา 2227/2534ฎีกา 350/2531ฎีกา 4717/2536ฎีกา 2230/2544ฎีกา 888/2519ฎีกา 3418/2553ฎีกา 85/2529ฎีกา 3137/2523ฎีกา 894/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา