คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโดยตรงจากผู้ว่าจ้างและได้รับเงินค่าจ้างทั้งหมด แม้จะจ้างช่วงต่อ ก็ต้องถือว่าเงินนั้นเป็นเงินได้จากการค้าที่เจ้าหน้าที่สรรพากรมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีได้ทั้งหมด
ย่อคำพิพากษา
ผู้รับเหมาก่อสร้างทำสัญญาโดยตรงในการรับประมูลก่อสร้างสะพานกับผู้ว่าจ้างและได้รับเงินค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างทั้งหมดแม้ผู้รับเหมาจะไปว่าจ้างบุคคลอื่นทำงานนั้นต่อโดยจ่ายเงินนั้นให้ด้วยก็ตาม ก็ต้องถือว่าเงินที่รับมาเป็นเงินที่ผู้รับเหมาได้มาจากการค้าซึ่งเจ้าหน้าที่สรรพากรมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า สารวัตรใหญ่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเพิ่มเติมเรียกเก็บภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลจากโจทก์เป็นเงิน ๓๙,๓๕๓.๖๒ บาท ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและจำเลยที่ ๒ ได้ชี้ขาดยกอุทธรณ์ของโจทก์จึงขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการประเมินภาษีดังกล่าวทั้งสิ้น
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นเห็นว่าการประเมินเรียกเก็บภาษีที่ได้แจ้งให้โจทก์นำไปชำระนั้นชอบด้วย ประมวลรัษฎากรแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ได้ยื่นประมูลรับเหมาก่อสร้างต่อกรมทางหลวงแผ่นดินได้งานก่อสร้างสะพาน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓,๓๙๖,๗๕๐ บาทครั้นโจทก์ลงมือทำงานก่อสร้างไปบ้างแล้ว โจทก์ได้ว่าจ้างนายเท่งชุนทำงานนี้ โดยนายเท่งชุนคิดเงินให้โจทก์ ๒๑๙,๔๓๓ บาท ในการก่อสร้างสะพานตามที่ประมูลจากกรมทางหลวงแผ่นดินรายนี้ โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาโดยตรงกับผู้ว่าจ้าง การจ่ายเงินค่าจ้างเหมาแต่ละงวดก็จ่ายให้แก่โจทก์ และเงินที่ได้มาก็นำเข้าบัญชีของโจทก์เองเช่นเดียวกัน ที่โจทก์จ่ายเงินที่ได้มาให้แก่นายเท่งชุนนั้นก็เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงจ้างนายเท่งชุนทำงานนี้ ดังนั้นโจทก์น่าจะเสียภาษีเฉพาะแต่เงินจำนวนซึ่งนายเท่งชุนคิดให้เป็นค่ารับโอนงานไปทำหาได้ไม่ เห็นว่าเมื่อเงินค่าจ้างเหมาสร้างสะพานนี้ ทางกรมทางหลวงแผ่นดินได้จ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหมด ก็ต้องถือว่าเป็นเงินได้ของโจทก์ได้มาจากการค้า ดังนั้น การที่โจทก์ได้รับเงินมาแล้วจ่ายให้แก่ผู้ที่รับจ้างทำงานที่ตนรับเหมามาก็เป็นเงินค่าจ้างที่นายเท่งชุนผู้รับจ้างพึงได้รับตามหนังสือสัญญาจ้างที่ทำกันไว้กับโจทก์ เมื่อนายเท่งชุนได้รับเงินค่าจ้างจากโจทก์สำหรับผลงานที่ตนได้ทำไป นายเท่งชุนก็ย่อมต้องเสียกาษีเงินได้ของตนเพราะเป็นเงินที่ทั้งโจทก์และนายเท่งชุนได้มาจากผู้ว่าจ้างคนละคนกัน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนายเท่งชุนจึงไม่ใช่ลักษณะตัวการตัวแทน เงินภาษีที่จำเลยเรียกเก็บย่อมเป็นการเก็บจากเงินได้ของแต่ละคน หาใช่เรียกเก็บสองซ้ำสองหนจากโจทก์ไม่ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2508
บริษัทสหวัฒนก่อสร้างจำกัด โจทก์
กรมสรรพากร ที่ ๑ นายหิรัญ สูตะบุตร อธิบดีกรมสรรพากร ที่ ๒ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทสหวัฒนก่อสร้างจำกัด · จำเลย - กรมสรรพากร ที่ ๑ นายหิรัญ สูตะบุตร อธิบดีกรมสรรพากร ที่ ๒ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสนอ บุณยเกียรติ · เชื้อ คงคากุล · ยง เหลืองรังษี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายไสล วรรณพินิจ · ศาลอุทธรณ์ - นายอรุณ ตินทุกะสิริ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา