⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3485/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3485/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้ที่เกิดจากการสมยอมกันโดยลูกหนี้ไม่ได้เป็นหนี้ตามตั๋วเงิน เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามตั๋วเงินนั้น และหนี้ที่เจ้าหนี้ชำระแทนลูกหนี้โดยรู้ว่าลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้นั้น

ย่อคำพิพากษา

เจ้าหนี้นำหนี้ตามตั๋วแลกเงิน และตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งลูกหนี้ออกให้มายื่นเพื่อขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่หนี้ทั้งสองจำนวนเป็นหนี้ที่เกิดจากการสมยอมกันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้โดยลูกหนี้ไม่ได้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามตั๋วเงินนั้นเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามตั๋วเงินดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 94(1) ส่วนหนี้ที่เจ้าหนี้ชำระให้ธนาคารแทนลูกหนี้นั้นเจ้าหนี้ได้รู้อยู่แล้วว่าลูกหนี้เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวดังนี้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ดังกล่าวตามมาตรา 94(2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.913 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.986 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.94

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้มูลกรณีสืบเนื่องมาจาก นายพนัส สิมะเสถียร กับพวกผู้ชำระบัญชีของบริษัทราชาเงินทุน จำกัด ลูกหนี้ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2523บริษัทราชามาเก็ตติ้ง จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 1746 โดยนายเสรีทรัพย์เจริญ ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 6 อันดับ คือ(1) หนี้ตามตั๋วเงิน 70,026,235.07 บาท (2) ค่าดอกเบี้ย16,761,671.62 บาท (3) หนี้ที่เจ้าหนี้ชำระแทนลูกหนี้ 31,340,463.22บาท (3.1) ค่าดอกเบี้ยจากข้อ (3) จำนวน 1,621,182 บาท(4) ค่าลูกหนี้กู้ยืมเงินไปซื้อหุ้นของลูกหนี้ 185,154,474 บาท(5) ค่าดอกเบี้ย 36,143,167.90 บาท (6) ค่าหุ้นบริษัทเซาท์เอเซียไฟเบอร์ จำกัด จำนวน 20,000 หุ้น ซึ่งลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์แทนและได้จำหน่ายจ่ายโอนใช้หนี้แก่เจ้าหนี้อื่นในราคาหุ้นละ 158 บาท เป็นเงิน 3,160,000 บาท รวมเป็นเงินที่ขอรับชำระหนี้ทั้งสิ้น 344,207,193.81 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดให้บรรดาเจ้าหนี้และลูกหนี้ตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 แล้ว ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 849ผู้โต้แย้ง โต้แย้งว่า หนี้ของบริษัทราชามาเก็ตติ้ง จำกัดเจ้าหนี้เป็นหนี้ที่ขอรับชำระไม่ได้ เพราะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมเป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้และเป็นหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว นอกจากนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โปรดัคตีฟ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 562บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาสมุทร จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 573แพทย์หญิงน้อย เศวตโยธิน เจ้าหนี้รายที่ 1105 และธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 1412 ต่างก็โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ทำนองเดียวกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า หนี้อันดับ 1และ 2 คือ หนี้ตามตั๋วเงินและดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงิน 379 ฉบับ (ที่ถูก 378 ฉบับ) ต้นเงินจำนวน60,426,235.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2522 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2523 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เป็นเงินดอกเบี้ย9,406,350.58 บาท ตั๋วสัญญาใช้เงิน 4 ฉบับ ต้นเงิน 9,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2522ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2523 เป็นเงินดอกเบี้ย 1,614,452.05 บาทและตั๋วสัญญาใช้เงินอีก 1 ฉบับ ต้นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2522 ถึงวันที่ 27สิงหาคม 2523 เป็นเงินดอกเบี้ย 102,789.04 บาท รวมยอดหนี้ตามตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 81,149,826.74 บาท หนี้อันดับ 3 และ 3.1 เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ชำระแทนลูกหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เป็นเงิน 28,420,724.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2523 ซึ่งเป็นวันชำระเงินไปถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2523 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เป็นเงินดอกเบี้ย 655,065.98 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 29,074,790.31 บาท หนี้อันดับ 4 และ 5คือหนี้ค่าลูกหนี้กู้ยืมเงินไปซื้อหุ้นของลูกหนี้และดอกเบี้ยเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ หนี้อันดับ 6 คือ หนี้ค่าหุ้นที่ลูกหนี้ยืมไปจากเจ้าหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าหุ้นบริษัทเซาท์เอเซียไฟเบอร์ จำกัด ซึ่งลูกหนี้ถือกรรมสิทธิ์แทนและลูกหนี้ได้จำหน่ายจ่ายโอนใช้หนี้แก่เจ้าหนี้อื่นจำนวน20,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 158 บาท เป็นเงิน 3,160,000 บาทรวมหนี้อันดับ 1 และ 2 อันดับ 3 และ 3.1 กับอันดับ 6 เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 113,384,617.05 บาทควรให้เจ้าหนี้รายนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นจำนวนเงินรวม113,384,617.05 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130(8) ส่วนหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิดมาจากจำนวนดังกล่าวให้ยกเสีย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เจ้าหนี้ผู้โต้แย้ง อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้สำหรับหนี้อันดับ 1 และ 2 อันดับ 3 และ 3.1 กับอันดับ 6 จำนวน113,384,617.05 บาท เจ้าหนี้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะหนี้อันดับ 1 และ 2 อันดับ 3 และ 3.1 กับอันดับ 6 คือหนี้ตามตั๋วเงินและดอกเบี้ย หนี้ที่เจ้าหนี้ได้ชำระแทนลูกหนี้และดอกเบี้ย กับหนี้ค่าหุ้นที่ลูกหนี้ยืมไปจากเจ้าหนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 113,384,617.05 บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้สำหรับหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ส่วนอื่นที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ เจ้าหนี้ไม่ได้อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ในประการแรกว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้อันดับ 1 และ 2 คือค่าตั๋วเงินพร้อมดอกเบี้ยรวมจำนวน81,149,826.74 บาท หรือไม่เชื่อว่าเจ้าหนี้ได้ซื้อตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินจากลูกหนี้และลูกค้าของลูกหนี้ดังคำให้การของนายเสรี แต่น่าเชื่อว่าหนี้ตามตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเกิดจากการสมยอมระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้โดยลูกหนี้ไม่ได้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 94(1) ปัญหาที่สอง เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้อันดับ 3 และ 3.1 คือหนี้ที่เจ้าหนี้ชำระให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด แทนลูกหนี้และดอกเบี้ย รวมเป็นจำนวนเงิน 29,074,790.31 บาท หรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ใช้อำนาจตามมาตรา 57 และ 59 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มีคำสั่งให้ควบคุมกิจการของลูกหนี้ ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2522 มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ของลูกหนี้ จากนั้นลูกหนี้ถูกขอให้เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2523 ก่อนลูกหนี้ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ควบคุม คือเมื่อวันที่ 18 เมษายน2522 ลูกหนี้ได้กู้ยืมเงินจากบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัดจำนวนเงิน 25,000,000 บาท ลูกหนี้ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน5 ฉบับ รวมจำนวนเงิน 25,000,000 บาท ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.13ถึง จ.17 มอบให้บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด ไว้เพื่อชำระหนี้โดยลูกหนี้ได้ขอให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด รับรองตั๋วสัญญาค้ำประกันกับจำนองที่ดินเป็นประกันต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ว่า หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด เป็นเหตุให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ต้องชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเจ้าหนี้ยอมชดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมและค่าเสียหายอื่น ๆ ให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ต่อมาลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ต้องชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด และได้เรียกให้เจ้าหนี้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง เจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 28,420,724.33บาท จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ลูกหนี้กู้ยืมเงินและออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด ผู้ให้กู้ยืมเพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2522 ซึ่งเป็นวันเวลาก่อนที่ลูกหนี้ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ควบคุมเมื่อวันที่ 11พฤษภาคม 2522 เพียงไม่ถึง 1 เดือน และเงินที่กู้ยืมก็มีจำนวนถึง25,000,000 บาท เป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่า ในขณะที่ลูกหนี้กู้ยืมเงินและออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัดเพื่อชำระหนี้ที่กู้ยืมนั้น ลูกหนี้เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่แล้ว และโดยเหตุที่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การของนายเสรีว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่างทราบฐานะของกันและกันดี เพราะกรรมการของเจ้าหนี้และของลูกหนี้บางคนเป็นกรรมการชุดเดียวกันจึงเชื่อได้ว่าในขณะที่ลูกหนี้ก่อหนี้ขึ้นด้วยการกู้ยืมเงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัดผู้ให้กู้ยืมเพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมและเจ้าหนี้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด ผู้รับรองตั๋วสัญญาใช้เงินของลูกหนี้นั้น เจ้าหนี้ได้รู้อยู่แล้วว่าลูกหนี้เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้ได้ชำระให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ไปแทนลูกหนี้ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(2)" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3485/2534 นาย พนัส สิมาเสถียร ประธาน ผู้ชำระภาษี กับพวก ร้องขอ ให้ ผู้ร้อง บริษัท ราชา เงินทุน จำกัด ล้มละลาย ผู้ร้อง เจ้าหนี้ ผู้ร้อง บริษัท ราชา มา เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ร้อง ผู้โต้แย้ง ผู้ร้อง ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นาย พนัส สิมาเสถียร ประธาน ผู้ชำระภาษี กับพวก ร้องขอ ให้ · ผู้ร้อง - บริษัท ราชา เงินทุน จำกัด ล้มละลาย · ผู้ร้อง - เจ้าหนี้ · ผู้ร้อง - บริษัท ราชา มา เก็ตติ้ง จำกัด · ผู้ร้อง - ผู้โต้แย้ง · ผู้ร้อง - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พรชัย สมรรถเวช · สวิน อักขรายุธ · จรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1506/2542ฎีกา 4642/2540ฎีกา 1252/2530ฎีกา 8080/2538ฎีกา 865/2510ฎีกา 2634/2534ฎีกา 374/2534ฎีกา 4851/2545ฎีกา 997/2510ฎีกา 1679/2551ฎีกา 1890/2537ฎีกา 2649/2522ฎีกา 6555/2542ฎีกา 8853/2550ฎีกา 5303/2533ฎีกา 8795/2551ฎีกา 1282-1288/2502ฎีกา 6052/2531ฎีกา 2006/2528ฎีกา 6066/2539ฎีกา 1064/2522ฎีกา 4799/2539ฎีกา 581/2544ฎีกา 3514/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ