⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 506/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 506/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่หน่วยงานต้นสังกัดทดรองจ่ายค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้มีสิทธิรับไปแล้ว ไม่ทำให้ผู้กระทำละเมิดพ้นความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ตาย. ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเสียโฉมได้ แม้จะยังไม่ได้ทำการรักษาเพื่อแก้ไขก็ตาม.

ย่อคำพิพากษา

เด็กชาย ฤ เป็นบุตรผู้ตายซึ่งเกิดจากโจทก์ที่ 1 ในขณะที่ผู้ตายและโจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้สมรสกัน ต่อมาผู้ตายและโจทก์ที่ 1ได้สมรสกันแล้ว จึงต้องถือว่าเด็กชาย ฤ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 กรณีเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะทำให้เขาถึงตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 ซึ่งได้แก่ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ กับค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 444 ในกรณีทำให้ผู้อื่นเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยนั้นแม้หน่วยราชการต้นสังกัดที่ผู้ตายทำงานอยู่ได้ทดรองจ่ายค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้มีสิทธิรับไปแล้ว ก็หาทำให้ผู้กระทำละเมิดต่อผู้ตายพ้นความรับผิดไปไม่ โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดแผลฉีกขาดที่แก้มขวา เมื่อรักษาแผลหายแล้วจะมีรอยแผลเป็นที่แก้มขวาทำให้เสียโฉม จะทำให้หายได้ก็โดยทำศัลยกรรมตกแต่ง โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยได้ แม้จะยังไม่ได้ให้แพทย์ทำศัลยกรรมตกแต่งก็ตาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.443 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.444 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.446 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1547

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอดุล พฤฑฒิกุล ผู้ตาย และเป็นมารดาของเด็กชายฤทธิรงค์ พฤฑฒิกุล ผู้เยาว์ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารปรับอากาศในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความประมาท ชนรถยนต์ที่ผู้ตายขับแล่นสวนมา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายรวม 802,585 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง และแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า เด็กชายฤทธิรงค์ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เหตุรถชนกันคดีนี้เกิดจากความประมาทของผู้ตาย ทำให้รถโดยสารปรับอากาศของจำเลยที่ 2 เสียหายค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องมาสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้องให้โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทผู้รับมรดกของผู้ตายร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เหตุรถชนกันตามฟ้องเกิดจากความประมาทของผู้ตาย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เหตุละเมิดเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งสูงกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 502,585 บาท ให้โจทก์ที่ 3จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า เด็กชายฤทธิรงค์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและโจทก์ที่ 1 หรือไม่ และผู้ตายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 3 หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ทั้งสามและเด็กชายฤทธิรงค์ พฤฑฒิกุลพยานโจทก์ว่า โจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 3 อยู่กินมีบุตรด้วยกัน 11 คนยังมีชีวิตอยู่ 8 คน ผู้ตายเป็นบุตรคนโต เด็กชายฤทธิรงค์เป็นบุตรของผู้ตายและโจทก์ที่ 1 ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ป.จ.2 ใบรับรองของครูใหญ่โรงเรียนเทพมิตรศึกษาเอกสารหมาย ป.จ.3 และหนังสือรับรองของอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย เอกสารหมาย ป.จ.4 ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวได้ระบุว่า ผู้ตายเป็นบุตรของโจทก์ที่ 3เด็กชายฤทธิรงค์เป็นบุตรของผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ส่วนใบรับรองและหนังสือรับรองดังกล่าวได้ระบุว่า เด็กชายฤทธิรงค์เป็นบุตรของผู้ตายและโจทก์ที่ 1 หลักฐานดังกล่าวเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานและครูใหญ่อาจารย์ใหญ่ทำขึ้นตามหน้าที่แสดงถึงสถานภาพความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็กชายฤทธิรงค์โจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 3 และผู้ตาย จำเลยที่ 2 ไม่มีพยานมาสืบหักล้างในข้อนี้จึงฟังได้ว่าเด็กชายฤทธิรงค์เป็นบุตรของผู้ตายอันเกิดจากโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3 เป็นมารดาของผู้ตาย แม้ว่าตามเอกสารหมาย ป.จ.2เด็กชายฤทธิรงค์เกิดในปี พ.ศ. 2515 ผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 เพิ่งมาจดทะเบียนสมรสกันในปี พ.ศ. 2516 ตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.1ก็ตาม ก็เป็นกรณีเด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน เมื่อต่อมาบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังต้องถือว่าเด็กชายฤทธิรงค์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1547 และผู้ตายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 3ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 โจทก์ที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายฤทธิรงค์ และโจทก์ที่ 3 ในฐานะมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ปัญหาประการสุดท้ายเรื่องค่าสินไหมทดแทน สำหรับค่าปลงศพของผู้ตาย ค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 และเด็กชายฤทธิรงค์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนในกรณีทำให้เขาถึงตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 ซึ่งได้แก่ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 ในกรณีทำให้ผู้อื่นเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยนั้น แม้จะได้ความว่าทางศูนย์เครื่องมือกลสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นต้นสังกัดที่ผู้ตายทำงานอยู่ได้ทดรองจ่ายค่าปลงศพและค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับไปแล้วแทนโจทก์ที่ 1 และเด็กชายฤทธิรงค์ ก็หาได้เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2ไม่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ผู้กระทำละเมิดยังคงต้องรับผิดฐานละเมิดอยู่ดี ค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 และเด็กชายฤทธิรงค์ โจทก์มีพยานมาสืบฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 และเด็กชายฤทธิรงค์ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลและศูนย์เครื่องมือกลสุราษฎร์ธานีได้ออกเงินทดรองจ่ายไปจริง จำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1และเด็กชายฤทธิรงค์ในค่าเสียหายดังกล่าว แม้ว่าโจทก์ที่ 1และเด็กชายฤทธิรงค์จะไม่มีใบเสร็จรับเงินมาแสดงก็ตาม สำหรับค่าทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าโจทก์ที่ 1 ซึ่งเสียโฉมและโจทก์ที่ 1เรียกร้องมานั้น โจทก์มีนายแพทย์สถาพร วงษ์เจริญผู้ตรวจรักษาโจทก์ที่ 1 และเด็กชายฤทธิรงค์ มาเบิกความประกอบว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดแผลฉีดขาดที่แก้มขวา เมื่อรักษาแผลหายแล้วจะมีรอยแผลเป็นที่แก้มขวาทำให้เสียโฉม จะทำให้หายได้ก็โดยทำศัลยกรรมตกแต่ง จึงเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับบาดแผลเสียโฉมที่ใบหน้าจริง จำต้องทำศัลยกรรมตกแต่งจึงจะหายเสียโฉม ดังนั้นโจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ที่ 2ได้ แม้ว่าจะยังไม่ได้ให้แพทย์ทำศัลยกรรมตกแต่งก็ตาม ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าขาดไร้อุปการะของเด็กชายฤทธิรงค์และโจทก์ที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้มีจำนวนสูงเกินไป ความจริงไม่ควรเกินจำนวนตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกานั้นศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิดความเสียหายที่ได้รับ อายุของเด็กชายฤทธิรงค์ โจทก์ที่ 3ผู้ตาย ฐานะอาชีพและรายได้ของผู้ตายซึ่งเป็นวิศวกรแล้ว เห็นว่าจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดมานั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 506/2534 นาง เสา วริน พฤฑฒิกุล ใน ฐานะ ส่วนตัว และ ใน ฐานะ ผู้แทน โดย โจทก์ ชอบธรรม ของ เด็ก ชาย ฤทธิรงค์ พฤฑฒิกุล ผู้เยาว์ กับพวก โจทก์ นาย เจิม หรืออานนท์ กลิ่นสวัสดิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง เสา วริน พฤฑฒิกุล ใน ฐานะ ส่วนตัว และ ใน ฐานะ ผู้แทน โดย · โจทก์ - ชอบธรรม ของ เด็ก ชาย ฤทธิรงค์ พฤฑฒิกุล ผู้เยาว์ กับพวก · จำเลย - นาย เจิม หรืออานนท์ กลิ่นสวัสดิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1913/2520ฎีกา 1479/2542ฎีกา 481/2526ฎีกา 3023/2533ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3208/2538ฎีกา 793/2546ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1889/2511ฎีกา 717/2536ฎีกา 464/2567ฎีกา 4192/2536ฎีกา 616-617/2518ฎีกา 8358/2538ฎีกา 1550/2518ฎีกา 1145/2512ฎีกา 283/2536ฎีกา 2738/2554ฎีกา 2499/2524ฎีกา 2217/2524ฎีกา 1211/2518ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2252/2527ฎีกา 3390/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา