⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 689/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 689/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติไม่ให้ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่ากับค่าเสียหายจากผู้เช่าและผู้ค้ำประกัน โดยหวังว่าจะได้เงินค่าเช่าในอนาคตจนครบระยะเวลาเช่า จึงขัดต่อประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลายอันจะพึงได้รับจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้.

ย่อคำพิพากษา

ผู้เช่าทรัพย์สินของลูกหนี้ผิดนัดชำระค่าเช่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบแล้ว การที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติไม่ให้ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่ากับค่าเสียหายจากผู้เช่าและผู้ค้ำประกัน โดยหวังว่าจะได้เงินค่าเช่าในอนาคตจนครบระยะเวลาเช่า จึงขัดต่อประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลายอันจะพึงได้รับจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายจากผู้เช่าและผู้ค้ำประกัน เพราะเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงเจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากค่าเช่าในอนาคต.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.36

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26กรกฎาคม 2526 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ได้ทำสัญญาเช่าอู่ลอยของลูกหนี้กับบริษัทเอเซียลิสโฮลด์ จำกัด โดยมีธนาคารเอเซีย จำกัด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เป็นผู้คำ้ประกัน ต่อมาผู้เช่าและผู้ค้ำประกันไม่เคยชำระค่าเช่าและค่าเสียหายต่อเจ้าพนักงานพิททักษ์ทรัพย์เลยจึงได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่า พร้อมกับเรียกให้ผู้เช่าและผู้ค้ำประกันชำระค่าเช่าและค่าเสียหายแต่คงเพิกเฉยครั้นวันที่ 8 สิงหาคม 2529 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 3 เพื่อพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องที่ฟ้องผู้เช่าและผู้ค้ำประกันดังกล่าว ที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ออกเสียงลงมติของเจ้าหนี้ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ข้างมากไม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ฟ้องผู้เช่าและผู้ค้ำประกันเกี่ยวกับค่าเช่าและค่าเสียหาย ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่ามติที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าวขัดต่อประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลาย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติตามมติที่ไม่ให้ผู้ร้องฟ้องผู้เช่าและผู้ค้ำประกันเสีย และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องเรียกค่าเช่าและค่าเสียหายตามสัญญาเช่าและค้ำประกันต่อไป บริษัทธนาคารเอเซีย จำกัด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ และเป็นเจ้าหนี้รายที่ 12 และ ที่ 13 ยื่นคำคัดค้านว่า เนื่องจากบริษัทเอศียลิสโฮลด์ จำกัด ผู้เช่าอู่ลอยของลูกหนี้ได้ของดการชำระค่าเช่าต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หลายครั้งแล้ว และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำเรื่องการของดค่าเช่าเสนอที่ประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2528 การประชุมเจ้าหนี้ครั้งนี้ได้มีการคัดค้านการออกเสียงของเจ้าหนี้รายที่ 8 ซึ่งศาลยังมิได้มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้รายที่ 8ออกเสียงไปพลางก่อน มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในครั้งนี้จึงยังไม่เด็ดขาด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งให้บริษัทเอเซียลิสโฮลด์จำกัด ผู้เช่านำเงินค้าเช่าไปชำระภายใน 7 วัน ภายหลังจากวันประชุมเจ้าหนี้แล้ว บริษัทเอเซียลิสโฮลด์ จำกัด ได้แสดงเจตนาที่จะชำระค่าเช่าในอัตราเดือนละ 300,000 บาท ตามสัญญาตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2528 เป็นต้นไป แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับและได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม2529 เพื่อพิจารณาเรื่องที่จะฟ้องผู้เช่าอู่ลอยและผู้ค้ำประกันหรือไม่ ผลการประชุมเจ้าหนี้ครั้งนี้เจ้าหนี้ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ข้างมากลงมติไม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟ้องผู้เช่าและผู้ค้ำประกัน เพราะผู้เช่าขอชำระค่าเช่าตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2528เป็นต้นไป หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยอมรับหรือจัดให้มีการประชุมเจ้าหนี้พิจารณาตามคำขอของผู้เช่าแล้วก็จะไดัรับเงินคิดถึงปัจจุบันเป็นเงิน 2,700,000 บาท ทั้งจะได้รับค่าเช่าตามสัญญาอีกเดือนละ 300,000 บาท ตลอดไปนับว่าเป็นประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ อนึ่งหากศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ และดำเนินคดีกับผู้เช่าและผู้ค้ำประกันแล้ว นอกจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้จะไม่ได้รับค่าเช่าที่ควรจะได้รับแล้ว ยังจะต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นเงินจำนวนมาก และไม่แน่นอนว่าจะชนะคดีหรือจะได้รับชดใช้ค่าเช่าค่าเสียหายหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามมิให้มีการปฏิบัติตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2529 โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทลูกหนี้ที่ 1 ฟ้องเรียกค่าเช่าและค่าเสียหายตามสัญญาเช่าและค้ำประกันฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2526 จากผู้เช่าและผู้ค้ำประกันต่อไปได้ เจ้าหนี้รายที่ 12, ที่ 13 และที่ 17 ผู้คัดค้านอุทธรณ์ขอให้ยกคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าหนี้รายที่ 12, ที่ 13 และที่ 17 ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่าหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทำสัญญาให้บริษัทเอเซียลิสโฮลด์ จำกัดเช่าอู่ลอยของบริษัทลูกหนี้ที่ 1 มีกำหนด 20 ปี อัตราค่าเช่าเดือนละ 300,000 บาท โดยมีเจ้าหนี้รายที่ 12 และที่ 13 ผู้คัดค้านเป็นผู้ค้ำประกันผู้เช่าในวงเงิน 900,000 บาท ผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนดในสัญญาตลอดมา แต่กลับทำหนังสือถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของให้งดเก็บค่าเช่าที่ล่วงมาอ้างว่าอู่ลอยชำรุด ต้องใช้เวลาซ่อมมาก เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงนำปัญหานี้เข้าสู่ที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 2 ในการประชุมปัญหานี้ เจ้าหนี้รายที่ 17 ผู้คัดค้านได้แถลงคัดค้านการออกเสียของเจ้าหนี้รายที่ 8 เพราะศาลยังมิได้มีคำสั่งให้รับชำระหนี้ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้อนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 8 ออกเสียไปพลางก่อน เมื่อลงมติแล้วเจ้าหนี้รายที่ 8, ที่ 9 และที่ 10 รวมจำนวนหนี้ได้ 34,932,273.43บาท มีมติให้ดำเนินการเรียค่าเช่าที่ผู้เช่ายังไม่ชำระ กับมิให้งดเก็บค่าเช่าตามที่ผู้เช่าขอส่วนเจ้าหนี้รายที่ 16, ที่ 17 และที่ 19 รวมจำนวนหนี้ได้ 33,355,122.12 บาท มีมติให้งดเก็บค่าเช่าแต่เป็นมติของเจ้าหนี้เสียงข้างน้อย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าและผู้ค้ำประกันชำระค่าเช่า ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.พ.ท 7, 9, 11 และ 13 และบอกเลิกการเช่าต่อผู้เช่าดังหนังสือของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2529แต่ผู้เช่าและผู้ค้ำประกันเพิกเฉย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2529 เพื่อพิจารณาฟ้องผู้เช่าและผู้ค้ำประกัน ในระหว่างประชุม เจ้าหนี้รายที่ 17 ผู้คัดค้านแถลงว่า ในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 2 ที่เจ้าหนี้รายที่ 8 ออกเสียเป็นจำนวนหนี้ 32,222,331.34 บาท นั้นต่อมาศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 8 รับชำระหนี้ได้เพียง14,438,223.03 บาท เจ้าหนี้รายที่ 8 มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาล มีแต่บริษํทลูกหนี้ที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 8 จึงขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นับเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 2 ใหม่ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมนับเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 2 ใหม่ เจ้าหนี้รายที่ 17ได้ร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำรัองของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 17ไม่อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติ สำหรับการประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 3 เรื่องฟ้องผู้เช่าและผู้ค้ำประกัน เจ้าหนี้ที่รวมจำนวนหนี้ข้างมากมีมติไม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟ้องผู้เช่าและผู้ค้ำประกันคดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 3 ขัดต่อประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลายหรือไม่ข้อนี้เจ้าหนี้ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาขอให้ยกคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยอ้างว่า มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าวเป็นประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลายอยู่แล้ว เพราะหากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีและฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอเซียลิสโฮลด์ จำกัด ผู้เช่า ก็ไม่เป็นการแน่นอนว่าจะชนะคดีทั้งประโยชน์ที่เจ้าหนี้จะได้รับก็เป็นเพียงเงินค่าเสียหายเดือนละ 300,000 บาท ตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันส่งมอบอู่ลอย ซึ่งจะบังคับคดีได้หรือไม่ก็ยังเป็นการเลื่อนลอย แต่หากยอมให้บริษัทเอเซียลิสโฮลด์ จำกัด ได้เช่าต่อไปตามสัญญาเช่าเจ้าหนี้จะได้รับประโยชน์จากเงินค่าเช่าเดือนละ 300,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2528 จนถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 เป็นเวลา17 ปี 7 เดือนเศษ เป็นเงินถึง 63,300,000 บาทเศษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายอย่างมากมาย นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งที่ 2 ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2528ได้ลงมติไม่ยอมให้บริษัทเอเซียลิสโฮลด์ จำกัด ผู้เช่างดค่าเช่าที่ค้างชำระ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์บังคับผู้เช่าและผู้ค้ำประกันต่อไป และมติของที่ประชุมดังกล่าวได้ถึงที่สุดแล้วโดยไม่มีการคัดค้านว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างใด ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าอู่ลอยดังกล่าวไปยังผู้เช่าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2529 โดยชอบแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้สัญญาเช่าอู่ลอยดังกล่าสิ้นสุดลง สิทธิที่เจ้าหนี้จะได้รับประโยชน์จากเงินค่าเช่าเดือนละ 300,000 บาท เป็นเวลา 17 ปี7 เดือนเศษ เป็นเงินถึง 63,300,000 บาทเศษ ตามที่เจ้าหนี้ผู้คัดค้านกล่าวอ้างมาในฎีกาจึงไม่อาจมีขึ้นได้มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่ไม่ให้ฟ้องผู้เช่าและผู้ค้ำประกันจึงขัดต่อประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลายอันจะพึงได้รับจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าที่ค้างชำระ และค่าเสียหายจากผู้เช่าและผู้ค้ำประกัน..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 689/2534 บริษัท ธนาคาร เอเซีย จำกัด โจทก์ เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้อง บริษัท ธนาคาร เอเซีย จำกัด เจ้าหนี้ ราย ที่ 12 และ ที่ 13 ผู้คัดค้าน กับพวก ผู้คัดค้าน บริษัท บางกอก ชิปบิลดิ้ง แอนด์ เอนยิเนียริง จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ธนาคาร เอเซีย จำกัด · ผู้ร้อง - เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ · ผู้คัดค้าน - บริษัท ธนาคาร เอเซีย จำกัด เจ้าหนี้ ราย ที่ 12 และ ที่ 13 · ผู้คัดค้าน - กับพวก · จำเลย - บริษัท บางกอก ชิปบิลดิ้ง แอนด์ เอนยิเนียริง จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ ธารีสาร · สวิน อักขรายุธ · พรชัย สมรรถเวช
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 955/2505ฎีกา 1295/2540ฎีกา 3182/2540ฎีกา 423/2518ฎีกา 897/2517ฎีกา 1190/2508ฎีกา 2435/2540ฎีกา 5982/2539ฎีกา 1288/2503ฎีกา 670/2526ฎีกา 1751/2527ฎีกา 594/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ