⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2243/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2243/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ค้ำประกันหลายคนในหนี้รายเดียวกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แม้จะเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในเวลาต่างกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ผู้ค้ำประกันหลายคนที่เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันซึ่งจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนั้นไม่จำต้องเข้าเป็นผู้ค้ำประกันพร้อมกัน จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2521 จำเลยที่ 3เข้าเป็นผู้ค้ำประกันเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2524 โดยจำเลยที่ 3ค้ำประกันย้อนไปตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 เข้าทำงาน การที่จำเลยที่ 1ปฏิบัติงานในทางการที่จ้างทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 6 ครั้งความเสียหายดังกล่าวถือว่าเป็นหนี้รายเดียวกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.682

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยที่ 2และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในวงเงินคนละ 15,000 บาท เมื่อระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2522 ถึงวันที่10 ธันวาคม 2525 จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามทางการที่จ้างทำให้โจทก์และผู้อื่นได้รับความเสียหายรวม 6 ครั้ง เป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 21,000 บาท โจทก์ในฐานะนายจ้างได้จ่ายค่าเสียหายดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ไปแล้ว และได้รับชดใช้จากจำเลยที่ 1 บางส่วนขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน18,055.25 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ชดใช้เงินคนละ15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามขาดนัดและขาดนัดพิจารณา ศาลให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน18,055.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536) จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวน 15,000 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง นั้นชอบหรือไม่พิเคราะห์แล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.5เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2521 ส่วนจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.6 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2524 และความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายบางส่วนตามเอกสารหมาย จ.7 จ.9 จะเกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.6 ก็ตาม แต่ในสัญญาเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 1. มีว่า"เมื่อนายบุตร ไทยสง ได้เข้าทำงานในองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ไม่ว่าองค์การฯ จะบรรจุนายบุตร ไทยสง เข้าทำงานในตำแหน่งใดหน่วยงานใดขององค์การฯ) แล้ว ภายหลังได้หลบหลีกหนีหายไป หรือได้ฉ้อโกง ยักยอกหรือทำให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพได้รับความเสียหายด้วยประการใด ๆ ก็ดี ข้าพเจ้ายินยอมชดใช้หนี้สินหรือความเสียหายแทนนายบุตร ไทยสง เป็นจำนวนเงินไม่เกิน15,000 ฯลฯ" อันเป็นการค้ำประกันย้อนไปตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1เข้าทำงานกับโจทก์ เช่นเดียวกับ จำเลยที่ 2 ซึ่งทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.5 หนี้ที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.5 และจ.6 จึงเป็นหนี้รายเดียวกันแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ค้ำประกันรวมกันก็ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2243/2536 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โจทก์ นาย บุตร ไทย สง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ · จำเลย - นาย บุตร ไทย สง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัมพร ทองประยูร · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · ชวลิต พรายภู่
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 625/2542ฎีกา 5879/2537ฎีกา 8881/2568ฎีกา 2330/2538ฎีกา 738/2481ฎีกา 7130/2555ฎีกา 5725/2552ฎีกา 2551/2544ฎีกา 14144/2553ฎีกา 367/2511ฎีกา 5035/2549ฎีกา 1876/2551ฎีกา 5439/2545ฎีกา 7125/2538ฎีกา 501/2479ฎีกา 22201/2555ฎีกา 2978/2536ฎีกา 12168/2553ฎีกา 359/2509ฎีกา 2111/2551ฎีกา 4574/2536ฎีกา 67/2531ฎีกา 142/2549ฎีกา 893/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ