⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2356/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2356/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สามีภริยามีอำนาจจัดการสินสมรสร่วมกัน และภริยามีสิทธิฟ้องคดีเพื่อประโยชน์แก่สินสมรสได้ แม้ว่าการกระทำนั้นจะทำในนามของสามีเพียงคนเดียวก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ย. กับโจทก์เป็นสามีภริยาและร่วมกันประกอบอาชีพรับจ้างขุดดิน แม้ชื่อคู่สัญญาฝ่ายผู้รับจ้างจะทำในนามของ ย. เพียงคนเดียว แต่โจทก์กับ ย. ก็มีอำนาจจัดกิจการร่วมกันทั้งเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องจ่ายก็เป็นสินสมรสระหว่าง ย.กับโจทก์เมื่อย. ทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระเงินค่าจ้างเพื่อประโยชน์แก่สินสมรสนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1477

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1477

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามว่าจ้างโจทก์ให้ขุดดินและดันดินที่การเคหะแห่งชาติจังหวัดนครปฐม โจทก์คิดหักบัญชีกับจำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยทั้งสามยังค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 35,020 บาทโจทก์เป็นหญิงมีสามีได้รับความยินยอมจากสามีให้ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าจ้างที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 35,020บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่เคยว่าจ้างโจทก์ทำงานตามฟ้อง ไม่เคยคิดเงินหรือจ่ายเงินใด ๆแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 35,020 บาทแก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (12 กันยายน 2531) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงห้ามมิให้คู่ความในข้อเท็จจริงและในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นายยู่ลิ้ม ขมประเสริฐเป็นสามีของโจทก์ และประกอบธุรกิจรับจ้างขุดดินร่วมกัน จำเลยที่ 1ว่าจ้างนายยู่ลิ้มให้ขุดดินตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 1และที่ 2 นั้น เห็นว่า แม้นายยู่ลิ้ม ขมประเสริฐ เป็นผู้รับจ้างขุดดินให้แก่จำเลยที่ 1 แต่นายยู่ลิ้มกับโจทก์เป็นสามีภริยากันโจทก์กับยู่ลิ้มร่วมกันประกอบอาชีพรับจ้างขุดดิน โจทก์กับยู่ลิ้มจึงมีอำนาจจัดกิจการร่วมกัน ทั้งเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องจ่ายก็เป็นสินสมรสระหว่างนายยู่ลิ้มกับโจทก์ เมื่อนายยู่ลิ้มทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระเงินค่าจ้างเพื่อประโยชน์แก่สินสมรสนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1477 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว ปัญหาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะเป็นหุ้นส่วนกับนายยู่ลิ้มเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2356/2537 นาง กัลยา บุญเพ็ญ หรือ ขม ประเสริฐ โจทก์ จ่าสิบเอก สุ กิจ สืบ น้อย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง กัลยา บุญเพ็ญ หรือ ขม ประเสริฐ · จำเลย - จ่าสิบเอก สุ กิจ สืบ น้อย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โกษา ปิยสิรานนท์ · บุญศรี กอบบุญ · ชลอ ทองแย้ม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3293/2530ฎีกา 2394/2533ฎีกา 478/2501ฎีกา 812/2547ฎีกา 6695/2540ฎีกา 4046/2535ฎีกา 4214/2534ฎีกา 934/2518ฎีกา 980/2538ฎีกา 445/2540ฎีกา 2910/2531ฎีกา 1364/2497ฎีกา 5186/2533ฎีกา 1987/2511ฎีกา 1440/2520ฎีกา 418/2493ฎีกา 3083/2522ฎีกา 251-252/2508ฎีกา 441-443/2518ฎีกา 4912/2537ฎีกา 505/2509ฎีกา 1857/2529ฎีกา 1704/2527ฎีกา 416/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ