คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมไม่ต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนที่เกิดขึ้นภายหลังตนเองออกจากห้างหุ้นส่วนไปเกินกว่า 2 ปี
* หนังสือเตือนให้ชำระหนี้ที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดการประเมินภาษีอากรตามกฎหมาย ถือเป็นเพียงหนังสือทวงถามหนี้ทั่วไป
ย่อคำพิพากษา
จำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2528 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2530 อันเป็นเวลาภายหลัง 2 ปีนับแต่จำเลยที่ 2ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้น โจทก์ไม่มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ล้มละลายได้ หนังสือเตือนให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินภาษีที่ค้าง ไม่ได้ระบุแจ้งผลการประเมินตามรายการอากรสำแดง หรือมีรายการแยกแยะเป็นรายละเอียดภาษีอากรที่จะชำระเอาไว้แต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าเป็นการแจ้งการประเมินภาษีอากรตาม ประมวลรัษฎากรแต่เป็นหนังสือทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามปกติดังเช่นหนี้ทั่วไป
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย
จำเลยที่ 1 ที่ 3 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นเวลาเกิน 2 ปีนับแต่จำเลยที่ 2 ออกจากห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 2 ออกจากห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มิใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 ที่ 3 เด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2เด็ดขาดนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...จำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม2528 แม้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 2 ออกไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1051 แต่โจทก์ไม่ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลยที่ 2 ทราบ คงแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น การที่โจทก์ส่งหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 2ชำระเงินภาษีที่ค้างอยู่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2529 ตามเอกสารหมายจ.58 และวันที่ 2 เมษายน 2530 ตามเอกสารหมาย จ.59 หนังสือเตือนดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้ระบุแจ้งผลการประเมินตามรายการอากรสำแดงหรือมีรายการแยกแยะเป็นรายละเอียดภาษีอากรที่จะชำระเอาไว้แต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าเป็นการแจ้งการประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแต่เป็นหนังสือทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามปกติดังเช่นหนี้ทั่วไปปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2530 อันเป็นเวลาภายหลัง 2 ปี นับแต่จำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 ที่บัญญัติว่าความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน อันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนตนออกจากหุ้นส่วนนั้น ย่อมจำกัดสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483มาตรา 14 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2537
กรมสรรพากร โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัด คอ ฟฟี่เดอเซ็นทรัล กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - กรมสรรพากร · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด คอ ฟฟี่เดอเซ็นทรัล กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุทธิ นิชโรจน์ · สวิน อักขรายุธ · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ