คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10156/2539
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา ฝ่ายที่เสียหายสามารถแสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยการฟ้องร้องบังคับคดีเรียกเงินที่ชำระไปคืนได้ และสิทธิเรียกร้องให้คืนเงินที่ชำระไปนั้นมีอายุความสิบปี
ย่อคำพิพากษา
ตอนที่โจทก์ไปดูที่พิพาทและทำสัญญาจะซื้อขายที่พิพาทตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำกับจำเลยนั้น โจทก์ไม่ทราบว่าที่พิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การที่โจทก์ไม่อาจรับโอนที่พิพาทได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินที่โจทก์ชำระแล้วคืน ถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว โจทก์และจำเลยจึงกลับคืนสู่ฐานะเดิม กล่าวคือ จำเลยต้องคืนเงินที่รับชำระแล้วให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยฟ้องเรียกเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยคืน ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องได้ภายในกำหนดอายุความสิบปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๙๓/๓๐
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายไพฑูรย์ เอื้ออานันท์ กับพวก · จำเลย - นางพัชรา หอมมะลิ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ถวิล อินทรักษา · สุรินทร์ นาควิเชียร · อมร วีรวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายพิชัยวัฒน์ อุตะเดช · ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา