⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3352/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3352/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของกรรมการซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการของบริษัท และบริษัทได้รู้เห็นยินยอม ถือว่าเป็นการกระทำในนามของบริษัท และบริษัทต้องผูกพันตามสัญญานั้น เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งอ้างว่าไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับอีกฝ่ายหนึ่ง คู่กรณีจึงไม่มีข้อพิพาทที่ต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ติดต่อกับต่างประเทศในด้านการทำประกันภัยต่อ ระบุตำแหน่งว่าเป็นผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ลงชื่อในสัญญาที่ทำกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รู้เห็นและไม่ทักท้วง จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1ในการทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ เมื่อสัญญาเหล่านั้นเกี่ยวด้วยการรับประกันภัยอันอยู่ภายในขอบวัตถุที่ประสงค์ของจำเลยที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงย่อมมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานเอกสารที่อ้าง และทนายจำเลยที่ 1 คัดค้านมิให้ศาลรับฟัง แต่เมื่อประธานกรรมการจำเลยที่1 เบิกความทนายจำเลยที่ 2 ได้ถามพยานเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว พยานเบิกความรับรองศาลชั้นต้นรับเอกสารนี้ไว้และสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าอ้าง จำเลยที่ 2 ได้เสียค่าอ้างเอกสารแล้ว ศาลรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ ตามเอกสารท้ายฟ้องมีข้อความว่า โจทก์เป็นผู้ถือบันทึกประกันภัยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัย โดยยอมรับส่วนการประกันภัย และยอมให้โจทก์มีอำนาจผูกพันบัญชีของจำเลยที่ 1และมีอำนาจออกกรมธรรม์ประกันภัยในนามของจำเลยที่ 1 อันเกี่ยวกับการประกันภัยโดยตรงและการประกันภัยโดยทางอ้อมเมื่อได้ความตามฟ้องว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มีการทำสัญญาเกี่ยวกับการรับประกันภัยเกิดขึ้น และมีหนี้ผูกพันเกี่ยวด้วยการปฏิบัติตามสัญญานั้นที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย ตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้มีการเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด แต่ปรากฏตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ดังนั้นจึงไม่มีกรณีที่จำเลยที่ 1 จะยอมเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ แม้โจทก์มีความประสงค์เช่นนั้น และปรากฏตามฟ้องว่า ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดได้ โจทก์ฟ้องเรียกเงินในส่วนที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ อ้างความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยที่ 1 และบริษัทคนกลางมีเอกสารท้ายฟ้องประกอบแสดงรายละเอียดจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระในแต่ละงวด แต่ละปี รวมเป็นยอดหนี้ทั้งสิ้น และขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 ชำระตามยอดเงินตรงกับเอกสารท้ายฟ้อง เป็นฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โดยมิได้อ้างเหตุว่าขาดอายุความกรณีใดบ้าง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเพราะอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในแต่ละประเภทมีกำหนดเวลาต่างกันคำให้การจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ในกรณีที่ต้องชำระหนี้กันเป็นเงินตราต่างประเทศศาลจะพิพากษาให้ใช้เงินตราต่างประเทศหรือมิฉะนั้นให้คิดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้นเป็นเงินไทย โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ทำการขายเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทยในวันที่มีคำพิพากษา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มี ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.210 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.69 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.193 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.196 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.820 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.861 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.862

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากับโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ ลงนามแทน ตั้งโจทก์เป็นตัวแทนรับประกันภัยเกี่ยวกับตัวเรือและเครื่องจักรของเรือที่แล่นภายในประเทศฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม ลุกแซมเบิร์ก เยอรมันตะวันตก และฝรั่งเศส แทนจำเลยที่ ๑ ตามภาพถ่ายสัญญาท้ายฟ้อง โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับจำเลย เมื่อตัดทอนบัญชีกันแล้ว จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ๑๕๔,๙๖๒.๑๔ เหรียญดัชฟลอรินท์ และ ๑๐๗,๘๓๓.๓๗ เหรียญเบลเยี่ยมฟรังซ์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์และตัวแทนของโจทก์ แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๕๔,๙๖๒.๑๔ เหรียญดัชฟลอรินท์ เท่ากับ ๑,๕๔๖,๕๒๒ บาท ๑๖ สตางค์ และ ๑๐๗,๘๓๓.๓๗ เหรียญเบลเยี่ยาฟรังซ์ เท่ากับ ๗๔,๔๐๕ บาท ๓ สตางค์ รวมเป็นเงิน ๑,๖๒๐,๙๒๗ บาท ๑๙ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยทำสัญญาตามฟ้องกับโจทก์ และไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ลงนามในสัญญาดังกล่าวแทนจำเลยที่ ๑ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๑๐ หากสัญญาตามฟ้องมีอยู่จริงก็ตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยตัดทอนบัญชีหักกลบลบหนี้กับโจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้จำเลยที่ ๒ ทำในฐานะส่วนตัว หนี้ตามฟ้องขาดอายุความและฟ้องที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเคลือบคลุม อีกทั้งโจทก์ฟ้องโดยไม่ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาตโตตุลาการชี้ขาดก่อน จึงไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธฟ้องในสาระสำคัญหลายประการและขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑,๖๒๐,๙๒๗ บาท ๑๙ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ด้วย นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยที่ ๒ ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่า นายพร เลี่ยวไพรัตน์ และนางสาวมาลินี เลี่ยวไพรัตน์ เบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ติดต่อกับต่างประเทศในด้านการทำประกันภัยต่อ ระบุตำแหน่งว่าเป็นผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่ง และตามเอกสารหมาย ล.๒๐ ที่จำเลยที่ ๒ อ้างเป็นพยานระบุว่าในการประชุมคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ ๑ ในวันศุกร์ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๑๖ อันมีนายพร เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการ นางสาวมาลินี เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการรองผู้จัดการ และจำเลยที่ ๒ กรรมการของจำเลยที่ ๑ เข้าร่วมประชุมพร้อมด้วยกรรมการอื่น ๆ ได้มีการท้วงติงจากเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับการใช้ชื่อตำแหน่งในการติดต่อกับต่างประเทศของจำเลยที่ ๒ ในที่สุดที่ประชุมคงให้จำเลยที่ ๑ ใช้ชื่อตำแหน่งที่เคยใช้มาแต่เดิมได้ต่อไป ซึ่งเอกสารหมาย ล.๒๐ นี้ ทนายจำเลยที่ ๑ คัดค้านมิให้ศาลรับฟัง แต่ปรากฏว่าขณะที่นายพร เลี่ยวไพรัตน์ เบิกความ ทนายจำเลยที่ ๒ ได้ถามพยานปากนี้เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว พยานเบิกความรับรอง ศาลชั้นต้นรับเอกสารนี้ไว้ สั่งให้จำเลยที่ ๒ เสียค่าอ้าง จำเลยที่ ๒ ได้เสียค่าอ้างเอกสารไว้แล้ว จึงรับฟังเอกสารหมาย ล.๒๐ เป็นพยานได้ ตามเอกสารหมาย ล.๒๐ แสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานของจำเลยที่ ๒ เกี่ยวกับการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของจำเลยที่ ๑ ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ที่นายพรและนางสาวมาลินี ประธานและกรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑ เบิกความว่า ไม่เคยทราบว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากับโจทก์ในคดีนี้จึงชัดต่อเหตุผล เพราะว่าจำเลยที่ ๒ เริ่มเข้าทำงานติดต่อกับต่างประเทศด้านการประกันภัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ก็มีหลักฐานแสดงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของจำเลยที่ ๑ ได้ควบคุมดูแลการทำงานของจำเลยที่ ๒ อย่างใกล้ชิดดังกล่าวแล้ว สัญญาที่จำเลยที่ ๒ ทำกับโจทก์ฉบับแรกเอกสารหมาย จ.๖ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๑๖ ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ ๑ ตามเอกสารหมาย ล.๒๐ จำเลยที่ ๑ น่าจะทราบการทำสัญญาฉบับนี้ของจำเลยที่ ๒ แล้วต่อมาจำเลยที่ ๒ ทำสัญญากับโจทก์อีก ตามเอกสารหมาย จ.๗ และ จ.๑๓ จำเลยที่ ๒ เพิ่งออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๒๒ ตามเอกสารหมาย ล.๔ บริษัทจำเลยที่ ๑ ก็น่าจะทราบเรื่องสัญญาเอกสารหมาย จ.๗ และ จ.๑๓ ด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการท้วงติงการทำสัญญาเหล่านั้นอีก ทั้งที่นายพรและนางสาวมาลินีเบิกความว่าการทำสัญญากับต่างประเทศในช่วงเวลาที่จำเลยที่ ๒ เข้าดำเนินงานจำเลยที่ ๒ ลงชื่อในสัญญาร่วมกับกรรมการอื่น ๆ อีก ๑ คนนั้น หากสัญญาในลักษณะดังกล่าวมีอยู่ ย่อมจะมีอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๑ ด้วย ซึ่งจำเลยที่ ๑ อาจอ้างมาเป็นพยาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัญญาอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมา จำเลยที่ ๒ ก็ได้ลงชื่อร่วมกับกรรมการอีก ๑ คน เสมอมา คงมีแต่เฉพาะสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ จ.๗ และ จ.๑๓ เท่านั้น ที่จำเลยที่ ๒ ทำไปโดยลำพัง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ อ้างเอกสารเหล่านั้นมาเป็นหลักฐาน คำเบิกความของนายพรและนางสาวมาลินีกรณีนี้จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนัก น่าเชื่อว่าที่จำเลยที่ ๒ ลงชื่อในสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ จ.๗ และ จ.๑๓ จำเลยที่ ๑ รู้เห็นและไม่ทักท้วงจำเลยที่ ๒ จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ในการทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ในการทำสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ จ.๗ และ จ. ๑๓ กับโจทก์ สัญญาเหล่านั้นเกี่ยวด้วยการรับประกันภัยอันอยู่ภายในขอบวัตถุที่ประสงค์ของจำเลยที่ ๑ และปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑๓ ว่า การดำเนินงานของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ต้องผ่านบริษัทอาวน์เดส แอมเบิร์ต กรุ้ฟ จำกัด คนกลาง กับโจทก์อ้างรายงานประจำปีแสดงฐานะการเงินและกิจการของบริษัทจำเลยที่ ๑ เอกสารหมาย จ.๓๙ เป็นพยาน จำเลยที่ ๑ มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวว่า เฉพาะในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ มีกิจการประกันภัยต่อกับบริษัทต่าง ๆ ทั้งที่มีชื่อเป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศหลายสิบแห่ง เฉพาะที่เป็นภาษาตางประเทศก็มีแห่งหนึ่งมีชื่ออย่างเดียวกับบริษัทคนกลางตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.๑๓ รวมอยู่ด้วย คือชื่อในลำดับที่ ๒ ของชื่อที่เป็นภาษาต่างประเทศทั้งหมด นอกจากนั้นโดยปกติแล้วถ้าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่เคยมีความเกี่ยวพันกันมาก่อน ย่อมไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่โจทก์จะลงทุนฟ้องร้องจำเลยที่ ๑ ให้ยุ่งยากแก่ตน จึงฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีนิติสัมพันธ์ต่อกันตามฟ้อง สำหรับข้อที่จำเลยที่ ๑ แก้ฎีกาโต้เถียงเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย ๓, ๔ และ ๖ มีข้อความตรงกับเอกสารหมาย จ.๖ จ.๗ และ จ.๑๓ ซึ่งมีข้อความว่า โจทก์เป็นผู้ถือบันทึกประกันภัย จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับประกันภัย โดยจำเลยที่ ๑ ยอมรับส่วนการประกันภัย ๑๘.๖๗ เปอร์เซ็นต์ และ ๑๘.๘๗ เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และยอมให้โจทก์มีอำนาจผูกพันบัญชีของจำเลยที่ ๑ และมีอำนาจออกกรมธรรม์ประกันภัยในนามของจำเลยที่ ๑ อันเกี่ยวกับการประกันภัยโดยตรงและการประกันภัยโดยอ้อม ดังนั้น เมื่อได้ความตามฟ้องว่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้มีการทำสัญญาเกี่ยวกับการรับประกันภัยเกิดขึ้นและมีหนี้ผูกพันเกี่ยวด้วยการปฏิบัติตามสัญญานั้นที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่เกี่ยวกับกรณีตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้มีการเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด แต่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ นั้น เห็นว่า ตามข้อสัญญากำหนดให้ทั้งสองฝ่ายเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ แต่ปรากฏตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ดังนั้นจึงไม่มีกรณีที่จำเลยที่ ๑ จะยอมเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ แม้โจทก์มีความประสงค์เช่นนั้นและปรากฏตามฟ้องว่า ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามจำเลยที่ ๑ ให้ชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ โดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดได้ นอกจากนี้ที่จำเลยที่ ๑ แก้ฎีกาโต้แย้งว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม และขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินในส่วนที่จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ อ้างความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยที่ ๑ และบริษัทคนกลาง มีเอกสารท้ายฟ้องประกอบแสดงรายละเอียดจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระในแต่ละงวด แต่ละปีรวมเป็นยอดหนี้ทั้งสิ้น และขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ ๑ ชำระตามยอดเงินตรงกับเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่เคลือบคลุมแต่ประการใด ส่วนข้อโต้แย้งในเรื่องอายุความนั้นปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ ให้การแต่เพียงว่าฟ้องขาดอายุความ มิได้อ้างเหตุว่าขาดอายุความกรณีใดบ้าง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ทั้งนี้ เพราะอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในแต่ละประเภทมีกำหนดเวลาต่างกัน คำให้การจำเลยที่ ๑ กรณีนี้ จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยให้ ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งอื่นในคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ต่อไป คดีนี้ ตามคำฟ้องแสดงจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระต่อโจทก์ไว้โดยละเอียดตรงตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย ๕ และหมาย ๗ และโจทก์อ้างส่งเอกสารแสดงจำนวนหนี้สินที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระ เอกสารหมาย จ.๑๑ เป็นพยาน ซึ่งเอกสารหมาย จ.๑๑ เฉพาะที่เกี่ยวกับจำนวนหนี้ในหน้า ๔๔, ๕๖, ๔๕, ๕๗, ๔๖, ๕๘, ๔๗, ๕๙, ๓๗, ๔๘, ๖๐, ๔๙, ๖๑, ๖๒, ๙๗, ๑๐๖, ๑๐๗, ๙๘ และ ๑๐๘ ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมาย ๕ และในหน้า ๖๗ ถึง ๗๔ ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมาย ๗ ตามลำดับ กับนำพยานบุคคลเข้าเบิกความประกอบได้ความสอดคล้องต้องกัน จำเลยที่ ๑ มิได้ให้การต่อสู้เรื่องจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้อง และมิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ตามรายละเอียดในเอกสารหมาย จ.๑๑ ดังกล่าวแล้ว รวมเป็นเงิน ๑๕๔,๙๖๒.๑๔ เหรียญดัชฟลอรินท์ และ ๑๐๗,๘๓๓.๓๗ เหรียญเบลเยี่ยมฟรังซ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๕๔,๙๖๒.๑๔ เหรียญดัชฟลอรินท์ และ ๑๐๗,๘๓๓.๓๗ เหรียญเบลเยี่ยมฟรังซ์ โดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลนี้พิพากษา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มี ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา แต่เมื่อรวมกันแล้วเป็นต้นเงินไม่เกินกว่า ๑,๖๒๐,๙๒๗ บาท ๑๙ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3352/2529 บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แอสเชอรันตี้ แอนด์ รีแอสเชอรันติคแคนเตอร์ จำกัด โจทก์ บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความรีแอสเชอรันติคแคนเตอร์ - บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แอสเชอรันตี้ แอนด์ · โจทก์ - จำกัด · จำเลย - บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประการ กาญจนศูนย์ · ประพันธ์ ผลฉาย · พลจิตต์ ดียืน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเจริญ นิลเอสงฆ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเคลื่อน วัฒนเมธียานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1452/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 272/2490ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1765/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 6455/2538ฎีกา 2610/2538ฎีกา 2801/2527ฎีกา 1687/2497ฎีกา 689/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา