⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2184/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2184/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่ไม่มีแบบบังคับ และการแก้ไขอัตราดอกเบี้ยในสัญญาบัญชีเดินสะพัดเพื่อให้ตรงต่อความเป็นจริงและเป็นประโยชน์แก่คู่สัญญา ย่อมไม่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ

ย่อคำพิพากษา

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคือสัญญาบัญชีเดินสะพัด เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบและไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็น หนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น ถ้าตามพฤติการณ์ ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันเห็นได้ว่ามีข้อตกลงการเบิกเงินเกินบัญชี และบัญชีเดินสะพัดย่อมบังคับต่อกันได้ ปรากฏว่าจำเลย ได้ยื่นคำขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารโจทก์ คำขอนั้น นอกจากเป็นข้อตกลงที่จำเลยยอมผูกพันกับธนาคารเรื่อง การฝากเงินแล้ว ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับการสั่งจ่ายเงิน และถอนเงินว่าจำเลยต้องสั่งจ่ายหรือถอนเงินโดยเช็คของ ธนาคารโจทก์และในกรณีที่ธนาคารผ่อนผันการจ่ายเงินไปก่อนด้วยเหตุใดก็ตามทั้งที่เงินฝากคงเหลือไม่พอจ่ายตามเช็คผู้ฝากยอมผูกพันตนที่จะจ่ายเงินส่วนที่ธนาคารผ่อนผันจ่ายไปให้นั้นคืนแก่ธนาคาร โดยถือเสมือนว่าผู้ฝากเป็น หนี้ธนาคารอยู่ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและหรือหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ต่อธนาคารและยินยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในเงินจำนวนนั้น ทั้งได้ความว่าหลังจากทำสัญญาตามคำขอดังกล่าวแล้ว จำเลยได้สั่งจ่ายเช็ค มีการคิดดอกเบี้ยตามประกาศของ ธนาคารและมีการหักทอนบัญชีและคิดดอกเบี้ยกันมาโดยตลอดเป็น เวลาประมาณ 6 ปี ดังนี้ คำขอเบิกเงินเกินบัญชีจึงเป็น สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด แม้จะฟังว่าโจทก์ได้แก้ไขอัตราดอกเบี้ยในสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตาม แต่ก็เป็นการแก้ไขเพื่อให้ตรงต่อความเป็นจริง ซึ่งมิได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยหรือประชาชน กลับเป็นประโยชน์ ต่อจำเลย จำเลยเองเพิ่งมาหยิบยกขึ้นเป็นข้ออ้างเมื่อถูกฟ้อง เป็นคดีนี้ ก่อนหน้านี้จำเลยได้มีบัญชีเดินสะพัดกับ โจทก์มาโดยตลอด สัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงไม่เป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยได้มีสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบัญชี เดินสะพัดกับโจทก์ การจ่ายเงินเกินบัญชีของโจทก์ให้แก่จำเลย จึงมิใช่เป็นการจ่ายเงินตามอำเภอใจ อันเป็นเรื่อง ลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407แต่เป็นการจ่ายเงินตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยคดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความในเรื่องลาภมิควรได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.407 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำนวน 281,821.82 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี จากต้นเงิน 275,947.56 บาท นับถัดวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์จ่ายเงินแทนจำเลยโดยไม่สอบถามจำเลยก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินคืนในฐานะลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 407 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความฟ้องโจทก์เคลือบคลุมบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน267,877.08 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2533 จำเลยได้ยื่นคำขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีและเงื่อนไขการเปิดบัญชีเดินสะพัดกับธนาคารโจทก์ บัญชีธนาคารเลขที่ 957-3 โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อในคำร้องขอเปิดบัญชีเดินสะพัดปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่า โจทก์ได้ทำการหักทอนบัญชีเมื่อใด และยอดหนี้ตามฟ้องเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนเท่าใด และมิได้บรรยายว่าในช่วงใดธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่าใดทั้งไม่ได้แสดงรายละเอียดบัญชีกระแสรายวัน จำเลยจึงไม่มีทางทราบและต่อสู้ได้นั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดที่จะต้องนำพยานมาสืบในเมื่อเป็นประเด็นข้อพิพาทแม้โจทก์จะมิได้บรรยายมาก็ตามก็ไม่ทำให้คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่าคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดหรือไม่ เห็นว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคือสัญญาบัญชีเดินสะพัด เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบและไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้นถ้าตามพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันเห็นได้ว่ามีข้อตกลงการเบิกเงินเกินบัญชีและบัญชีเดินสะพัดย่อมบังคับต่อกันได้ คดีนี้นอกจากตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 ถึงข้อ 5 จะเป็นข้อตกลงที่จำเลยยอมผูกพันกับธนาคารเรื่องการฝากเงินแล้ว ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับการสั่งจ่ายเงินและการถอนเงินว่าจำเลยจะต้องสั่งจ่ายหรือถอนเงินโดยเช็คของธนาคารโจทก์ และตามสัญญาข้อ 8 ในกรณีที่ธนาคารได้ผ่อนผันการจ่ายเงินไปก่อนด้วยเหตุใดก็ตามทั้งที่เงินฝากคงเหลือในบัญชีของผู้ฝากมีไม่พอจ่ายตามเช็ค "ผู้ฝากยอมผูกพันตนที่จะจ่ายเงินส่วนที่ธนาคารผ่อนผันจ่ายไปให้นั้นคืนแก่ธนาคาร โดยถือเสมือนว่าผู้ฝากเป็นหนี้ธนาคารอยู่ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและหรือเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีต่อธนาคารและยินยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในจำนวนนั้นให้แก่ธนาคารในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์คิดจากผู้กู้ยืม" ข้อความดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจำเลยได้ตกลงทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ ยังได้ความจากทางนำสืบโจทก์ ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งว่า หลังจากทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 แล้วจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 มีการคิดดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 มีการหักทอนบัญชีและคิดดอกเบี้ยทบต้นกันมาโดยตลอดเป็นเวลาประมาณ 6 ปี ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินเบิกเกินบัญชีและบัญชีเดินสะพัด จึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะวินิจฉัยต่อไปมีว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โดยข้อที่จำเลยอ้างว่าปลอมนั้น เนื่องจากมีการแก้ไขอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ข้อ 8 จากอัตรา 18.5 เป็น 16.5 โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยเห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดจะถูกยกเลิกโดยสัญญาบัญชีเดินสะพัดเอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ก็ตาม จะเป็นการปลอมเอกสารก็ต่อเมื่อผู้กระทำได้มีเจตนาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารเพื่อให้ผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ดังนั้นแม้จะฟังว่าโจทก์ได้แก้ไขอัตราดอกเบี้ยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตามแต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการแก้ไขเพื่อให้ตรงต่อความเป็นจริงและมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยหรือประชาชน กลับเป็นประโยชน์ต่อจำเลย จำเลยเองเพิ่งมาหยิบยกขึ้นเป็นข้ออ้างเมื่อถูกฟ้องเป็นคดีนี้ ก่อนหน้านี้จำเลยได้มีบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์มาโดยตลอด ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น" ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าเมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้มีสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์การจ่ายเงินเกินบัญชีของโจทก์ให้แก่จำเลยซึ่งมิใช่เป็นการจ่ายเงินตามอำเภอใจ อันเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 แต่เป็นการจ่ายเงินตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยคดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความในเรื่องลาภมิควรได้" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2184/2542 ธนาคาร ไทย พาณิชย์ จำกัด ( มหาชน โจทก์ นาย สุรชิต นารัง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร ไทย พาณิชย์ จำกัด ( มหาชน · จำเลย - นาย สุรชิต นารัง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · สถิตย์ ไพเราะ · วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 497/2528ฎีกา 652/2539ฎีกา 684/2520ฎีกา 3518/2524ฎีกา 7287/2539ฎีกา 1890/2524ฎีกา 670/2549ฎีกา 1042/2531ฎีกา 4846/2542ฎีกา 117/2518ฎีกา 1862/2518ฎีกา 5852/2531ฎีกา 7770/2547ฎีกา 1446/2512ฎีกา 686/2546ฎีกา 1479/2539ฎีกา 2785/2522ฎีกา 540/2535ฎีกา 1077/2527ฎีกา 8294/2538ฎีกา 4133/2529ฎีกา 2940/2543ฎีกา 2877/2547ฎีกา 1690/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ