⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4906/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4906/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นอ้างเป็นเหตุให้สัญญาตกเป็นโมฆะอยู่แล้ว ศาลย่อมนำมาวินิจฉัยเพื่อยกฟ้องโจทก์ได้โดยจำเลยไม่จำต้องฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมนั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนทำลายสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองระหว่างโจทก์และจำเลย อ้างว่าสัญญากู้ยืมเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม โดยข้ออ้างนี้จำเลยอ้างเป็นคำให้การต่อสู้คดีไว้แล้วดังนั้น หากข้อเท็จจริงได้ความว่าสัญญากู้ยืมเป็นโมฆะตามที่จำเลยยกขึ้นอ้าง ศาลก็ย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์อยู่แล้ว จำเลยหาจำต้องฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนทำลายแต่ประการใดไม่ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยจึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,609,269.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ25 ต่อปี จากต้นเงิน 1,183,834.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาด และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนเป็นเอกสารปลอม และหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้ทันทีในกรณีผิดนัดโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นโมฆะ หากจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยก็ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี การที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องเป็นการทำไปโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการกู้ยืมระหว่างโจทก์จำเลยรวมทั้งสัญญาจำนองด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งนั้นเห็นว่า หากทางพิจารณาได้ความจริงตามที่จำเลยต่อสู้สัญญาดังกล่าวก็ไม่มีผลบังคับไม่จำต้องฟ้องแย้งโดยมีคำขอดังกล่าวจึงไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า พึงรับคำฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาหรือไม่เห็นว่า จำเลยฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนทำลายสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองระหว่างโจทก์และจำเลย อ้างว่าสัญญากู้ยืมเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม โดยข้ออ้างเช่นนี้จำเลยอ้างเป็นคำให้การต่อสู้คดีไว้แล้วดังนี้ หากข้อเท็จจริงได้ความว่าสัญญากู้ยืมเป็นโมฆะตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างดังกล่าวศาลก็ย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องของโจทก์อยู่แล้ว โดยจำเลยหาจำต้องฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนทำลายแต่ประการใดไม่ ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4906/2542 ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน โจทก์ นายสมศักดิ์ จตุรนำชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน · จำเลย - นายสมศักดิ์ จตุรนำชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประดิษฐ์ สิงหทัศน์ · กมล เพียรพิทักษ์ · สมชาย พงษธา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 42/2498ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 7122/2545ฎีกา 7154/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 647/2521ฎีกา 369/2522ฎีกา 2752/2537ฎีกา 4335/2539ฎีกา 370/2506ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 9117/2539ฎีกา 1603/2551ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 5438/2537ฎีกา 85/2540ฎีกา 8543/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ